ไม่มีสินค้าในตะกร้า

Move forward from IOT to IOE

บทความนี้เรานำเสนอเทคโนโลยีใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ หรือตู้ ATM ที่เราใช้กันมายาวนานและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันตู้ ATM สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์จากภายนอกให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น


เครื่องอ่านบัตรในตู้ ATM

 


ตัวอย่างเช่น ตู้ ATM เพิ่ม Moudule ที่เป็น Smart card reader สามารถอ่านข้อมูลจากบัตรประชาชนเพื่อตรวจสอบและยืนยันในการทำธุรกรรมต่างๆ และในส่วนการพัฒนาโปรแกรมก็มีเครื่องมือสนับสนุนไม่ว่าจะเป็น Library SDK เพิ่มเติม ช่วยให้การทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ต่างๆมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยในส่วนอุปกรณ์ Smart Card Reader ทาง บริษัท เดอะ คอมพีท เทคโนโลยี จำกัดมีสินค้าหลากหลายประเภท เช่น


 

           เครื่องอ่านบัตรประชาชน ACR39U-U1


เครื่องอ่านบัตรจากแบรนด์ ACS ฮ่องกง รุ่น ACR39U-U1 ที่ได้รับความนิยมในหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงาน รัฐ และเอกชน รวมถึงธนาคาร ตัวเครื่องมีมาตรฐานระดับสากล สามารถอ่านบัตรสมาร์ทการ์ด บัตรประชาชน ตัวเครื่องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ผ่านช่อง USB 2.0 รองรับมาตรฐาน ISO7816 Class A, B และ C มี SDK สำหรับการพัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้งานร่วมกับตัวเครื่อง จากทางผู้ผลิต


เครื่องอ่านบัตรประชาชน มือถือ Android

      เครื่องอ่านบัตรประชาชน พกพา ACR39U-NF


อีกหนึ่งรุ่นจากทาง ACS เครื่องอ่านบัตรประชาชน แบบพกพา ACR39U-NF เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกในการพกพาไปได้ทุกที พับเก็บได้ เชื่อมต่อผ่านช่อง USB Type-C ใช้งานร่วมกับมือถือระบบ Android หรือ คอมพิวเตอร์ ได้เป็นอย่างดี สามารถอ่านบัตรได้รวดเร็ว พร้อมทั้งมีชุด SDK สำหรับพัฒนาโปรแกรม รองรับมาตรฐาน ISO7816 Class A, B และ C

เทคโนโลยี RFID

Radio Frequency Indentification

เทคโนโลยี RFID

RFID ย่อมาจากคำว่า Radio Frequency Indentification เป็นระบบที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980
เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการระบุสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยคลื่นวิทยุ สามารถอ่านค่าได้แม่นยำแม้ในสภาพทัศนวิสัยที่ไม่ดี ทนต่อความเปียกชื้น อ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง

ในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้งานในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ในบัตรชนิดต่างๆ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน, บัตรเข้าออกสำนักงาน หรือ อาคารที่พัก, บัตรจอดรถ, บัตร ATM เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้งานที่เราใช้งานเป็นประจำ เช่น การแตะเหรียญสีดำ ที่ใช้ในระบบ รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT หรือ การแตะบัตรเข้าออกหอพัก ซึ่งเหล่านี้คือระบบ RFID ทั้งนั้นครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ ระบบ RFID ได้เข้ามามีส่วนต่อการใช้ชีวิตประจำที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ระบบการทำงานของ RFID

ป้าย (Tag,Transponder)

เป็นตัวจัดเก็บและส่งข้อมูล ที่อยู่ในรูปแบบของ ฉลาก หรือ ป้าย โดยฉลากนี้จะทำ การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุชิ้นนั้นเอาไว้ โดยเราอาจเรียก ทั่วๆไปว่า " Tag" (แท๊กส์) ซึ่งแท๊กส์ จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณ หรือ ข้อมูลที่บันทึกอยู่ในแท๊กส์ตอบสนองไปที่ตัวอ่านข้อมูล ยกตัวอย่าง Tag เช่น ป้ายที่ติดสินค้าเพื่อกันการขโมย หรือ ตั๋วรถไฟฟ้าใต้ดินที่เป็นเหรียญสีดำ เป็นต้น

เครื่องอ่านป้าย (Reader, Interrogator)

ทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อกับป้าย เพื่อทำการอ่าน หรือ เขียนข้อมูลลงในป้าย โดยใช้สัญญาณวิทยุ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องสแกนที่เห็น จะเห็นบ่อยๆเวลาก่อนจะเดินออกจากซุปเปอร์มาเก็ต ครับ

Hardware

ระบบที่ใช้ประมวลผล จะทำการประมวลผลข้อมูลที่มาจาก Tag หรือ สร้างข้อมูลเพื่อส่งไปยัง Tag ขึ้นอยู่กับระบบที่นำไปใช้งาน

เทคโนโลยีจดจำใบหน้า Face Recognition

Face Recognition

เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า

ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ และรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคมเป็นอย่างมาก โดยการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยหลายรูปแบบ รวมถึงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของทั้งไทยและต่างประเทศต่อการนำมาประยุกต์ใช้กันแพร่หลาย  ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้นำ เทคโนโลยีระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) มาใช้งานในด้านต่างๆ รวมทั้งในด้านระบบการรักษาความปลอดภัย

Face Recognition

Face Recognition คือกระบวนการจดจำใบหน้า ซึ่งจะทำการเปรียบเทียบกับใบหน้าที่ถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลที่เราได้เคยลงทะเบียนไว้ ทั้งนี้ เพื่อระบุว่าใบหน้าที่ตรวจจับได้ นั้น ตรงกับบุคคลใด โดยใช้ Algorithm ในการวิเคราะห์จากองค์ประกอบต่างๆที่อยู่บนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น คิ้ว ตา ปาก ริมฝีปาก เป็นต้น

เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบุ และยืนยันอัตลักษณ์บุคคลด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถเพิ่มโอกาสในการต่อยอดความสำเร็จให้หลากหลายแวดวงธุรกิจได้ด้วย

หลักการทำงานของ Face Recognition คือ การสร้างโมเดลการอ้างอิง ที่เรียกว่า “faceprint” ขึ้นมา โดยระบบจะวิเคราะห์จากลักษณะเฉพาะต่างๆ บนใบหน้า เช่น โครงหน้า ความกว้างของจมูก ระยะห่างระหว่างตาทั้งสองข้าง ขนาดของโหนกแก้ม ความลึกของเบ้าตา รวมถึงพื้นผิวบนใบหน้า (facial texture) เป็นต้น

จากนั้น ระบบจะทำการสร้างจุดเชื่อมโยงบนใบหน้า (nodal points) เพื่อเปรียบเทียบกับรูปภาพที่ถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล (data base) ทั้งในลักษณะภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว เพื่อความแม่นยำในการระบุตัวตนของผู้ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

โดยทั่วไป Face Recognition มักถูกนำมาใช้ในระบบเรื่องความปลอดภัย เช่น ระบบตรวจสอบบุคคลเข้า-ออกพื้นที่ (Access Control System) อาคารสำนักงาน พื้นที่ปฏิบัติการภายในสนามบิน สถาบันวิทยาศาสตร์และการแพทย์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง

รวมถึงการใช้งานควบคู่กับกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบใบหน้าของผู้ต้องสงสัย เพื่ออ้างอิงกับฐานข้อมูลอาชญากร ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้กับระบบเก็บข้อมูลและบันทึกเวลาทำงาน (Time Attendance) ของพนักงานบริษัทได้อีกด้วย

เครื่องสแกนใบหน้า

The Compete Technology มีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบ Face Recognition ที่ใช้สำหรับควบคุมประตู หรือบันทึกเวลาของพนักงานได้ด้วย นั่นคือ HKS-60TD ซึ่งเป็นเครื่องตรวจจับใบหน้าได้อย่างแม่นยำด้วยเวลาน้อยกว่า 1 วินาที สามารถจดจำใบหน้าของบุคคลได้อย่างแม่นยำ แม้ใส่ mask อยู่ก็ตาม อีกทั้งยังสามารถวัดอุณหภูมิได้อีกด้วย

ติดตั้ง BF830 จำนวน 2 เครื่อง พรีม่าแฮม

ติดตั้งเครื่อง BF830 จำนวน 2 เครื่อง

ทางทีมช่าง The Compete Technology ทำการเข้าติดตั้ง เครื่องบันทึกเวลาพนักงาน BF830 จำนวน 2 เครื่อง ให้กับ บริษัท พรีม่าแฮม ฟู้ดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยตัวเครื่องสามารถใช้งานได้ทั้งผ่านบัตร RFID และ การกดรหัส ตัวเครื่องมีความแข็งแรงทนทานสูง ขอขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจ เดอะ คอมพีท เสมอมาค่ะ

Training HiTi CS-200e ไทยพาเวอร์ กาญจนบุรี

เทรนนิ่ง HiTi CS-200e ไทยพาเวอร์

ขอบคุณที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ ใช้บริการมานานกว่า 7 ปี มาเปลี่ยนอะไหล่เครื่องเก่า แต่ลูกค้าอยากได้เครื่องใหม่ คอมพีทฯ จัดให้เลยทันทีเครื่องพิมพ์ HiTi CS200e พร้อมอบรมโปรแกรมให้เรียบร้อย  ขอขอบคุณ บริษัท ไทยพาเวอร์ จำกัด กาญจนบุรี ด้วยค่ะ

ติดตั้ง BF830 และ CS-200e พรีม่าแฮม (ไทยแลนด์)

ติดตั้ง BF830 และ CS-200e พรีม่าแฮม

ลูกค้าเก่าที่ใช้บริการ The Compete Technology มานานกว่า 7 ปี อยากเปลี่ยนเครื่องบาร์โค้ดมาเป็นเครื่องรุ่นใหม่ๆ ทีมช่างจึงทำการติดตั้งเครื่องบันทึกเวลาพนักงาน ยี่ห้อ Chiyu รุ่น BF-830E และเครื่องพิมพ์บัตรพีวีซี คุณภาพสูง HiTi CS-200e เพราะมั่นใจในบริการด้วยประสบการณ์ที่มีมากว่า 24 ปี …รวดเร็วทันใจ ไว้ใจในบริการ…ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณ บริษัท พรีม่าแฮม (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ให้ความไว้วางใจเสมอมา

พิมพ์งานบัตรครบรอบสถาปนา 133 ปี มหาจุฬาฯ

พิมพ์บัตร มจร.วังน้อย

 ขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจใช้บริการเครื่องพิมพ์บัตร CS200e พิมพ์งานบัตรครบรอบสถาปนา 133 ปี มหาจุฬาฯ สถานที่จัดงาน มจร.วังน้อย

เครื่องพิมพ์บัตร HiTi รุ่น CS-200e พิมพ์งานบัตรระดับมืออาชีพ 

สนใจสินค้าสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ

NFC เทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

NFC คืออะไร?

NFC หรือ Near Field Communication เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะสั้น (Short-Range WirelessTechnology) ใช้คลื่นความถี่ 13.56 เมกะเฮิรตซ์ บนพื้นฐานมาตรฐาน ISO14443 (Philips MIFARE and Sony’s FeliCa) ใช้ส่งข้อมูลได้ระยะประมาณ 4-10 เซนติเมตร มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้สูงสุด 424 กิโลบิตต่อวินาที และมีความเร็วในการติดต่อเริ่มต้นต่ำกว่า 0.1 วินาทีด้วยคุณสมบัติดังกล่าวจึงทำให้เทคโนโลยี NFC ถูกนำมาประยุกต์ใช้งานเพื่อการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในระยะใกล้ๆ ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมากและมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ

NFC มีรูปแบบการใช้งาน 3 โหมด

Card Emulation Mode

เป็นโหมดที่จะทำให้อุปกรณ์ที่รองรับ NFC อย่าง Smartphone ทำงานเสมือนเป็นบัตรที่ผู้ใช้งานแค่แตะกับอุปกรณ์อ่านข้อมูลหรือตัวรับสัญญาณ โดยไม่ต้องมีการสัมผัสกับเครื่องโดยตรง (Contactless) ก็สามารถชำระค่าสินค้าและบริการได้

Peer-to-Peer Mode

เป็นโหมดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่รองรับ NFC ด้วยกัน ลักษณะคล้ายกับเทคโนโลยี Bluetooth ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องโดยการจับคู่ (Pair) เครื่องเข้าด้วยกันก่อนจะส่งและรับข้อมูลโดยไม่ต้องใช้สายเชื่อมต่อ แต่สำหรับ NFC จะไม่มีกระบวนการจับคู่ เพียงแค่เลือกข้อมูลที่ต้องการแลกเปลี่ยนแล้วนำอุปกรณ์ที่รองรับNFCมาแตะกัน ข้อมูลก็จะทำการถ่ายโอนระหว่างเครื่องทันที

Reader/Writer Mode

เป็นโหมดที่อุปกรณ์ NFC สามารถทำตัวเสมือนเป็นเครื่องอ่านข้อมูล NFC ด้วยกันเองได้ โดยจะสามารถอ่านข้อมูลจากชิปพิเศษที่ติดอยู่ในจุดบริการข้อมูลสาธารณะได้อย่างรวดเร็วซึ่งสามารถนำมาใช้กับการดาวน์โหลดคูปองที่จุดบริการ แทนการรับแจกใบปลิวแบบเดิม

The Compete Technology

มีเครื่องอ่าน NFC RFID Reader จำหน่าย เราเป็นตัวแทนจำหน่ายจากผู้ผลิตโดยตรง มั่นใจได้ในคุณภาพ

ชิปการ์ด คืออะไร?

ชิปการ์ด คืออะไร?

ชิปการ์ด (Chip Card) หรือที่หลายๆคนเรียกกันว่า สมาร์ทการ์ด (Smart Card) เป็นบัตรที่ฝังแผงวงจรขนาดเล็ก (Micro Chip) สำหรับเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ภายในชิปจะมีหน่วยความจำ และหน่วยประมวลผลซึ่งเปรียบเสมือคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว ที่ช่วยให้เราสามารถธุรกรรมทางการเงินได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โดย เทคโนโลยีนี้ เป็นไปตามมาตรฐาน EMV ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันในระดับโลก

ข้อดีของชิปการ์ด

ปลอดภัยมากขึ้น

ป้องกันการถูกโจรกรรมคัดลอกข้อมูลในบัตร (Skimming) และลดอัตราการปลอมแปลงบัตร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการจะทำธุรกรรมผ่านชิปการ์ด จำเป็นต้องใช้เครื่องที่มีเทคโนโลยีรองรับ อีกทั้งเครื่องอ่านบัตร ยังต้องสามารถเข้ารหัส และถอดรหัสบัตรจากชิปนั้นได้ด้วย ต่างจากระบบแถบแม่เหล็ก ที่ทำหน้าที่เพียงแค่อ่านและส่งข้อมูลบัตรทันที

รองรับนวัตกรรมการชำระเงินใหม่ๆ

เช่น การชำระเงินแบบไร้สัมผัส เพียงแค่นำบัตรไปแตะกับเครื่องชำระเงิน ก็สามารถทำธุรกรรมได้ทันที โดยไม่ต้องส่งมอบให้พนักงาน หรือ การชำระเงินผ่านเครื่องรูดบัตรมือถือ (mPOS)

ยกระดับการชำระแบบ e-Payment

นโยบายการชำระเงินแต่ละประเทศ ณ ปัจจุบัน กำลังพัฒนาให้เอื้อต่อการชำระเงินแบบอิเล็กซ์ทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมไม่พกเงินสด (Cashless Society) ซึ่งช่วยลดต้นทุนเรื่องการเก็บเอกสารต่างๆได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และของประเทศได้

สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ใช้มาตรฐาน EMV ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วโลกหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศษ และออสเตรเลีย เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงิน

The Compete Technology

เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องอ่านบัตรสมาร์ทการ์ด หลากหลายชนิด โดยครอบคลุมความต้องการของลูกค้า เพื่อรองรับการใช้งานของเทคโนโลยีที่ทันสมัย 

บัตรประชาชน มีข้อมูลอะไรบ้าง?

ความหมายของเลขประจำตัวประชาชนทั้ง 13 หลัก

 

หลักที่ 1 หมายถึงประเภทบุคคลซึ่งมี 8 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 2 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 3 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 4 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 5 ได้แก่ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ
ประเภทที่ 6 ได้แก่ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว
ประเภทที่ 7 ได้แก่ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
ประเภทที่ 8 ได้แก่ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฏหมาย คือ ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว คนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย


หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนที่ท่านมีชื่อในทะเบียนบ้านในขณะให้เลข สำหรับเด็กเกิดใหม่จะหมายถึงถิ่นที่เกิดเลยทีเดียว โดยหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงจังหวัด หลักที่ 4 และ 5 หมายถึงอำเภอ หรือเทศบาล


หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก หรือหมายถึงเล่มที่ ของสูติบัตร แล้วแต่กรณี
หลักที่ 11 และ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท หรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตรแต่ละเล่ม แล้วแต่กรณี
หลักที่ 13 คือ ตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลข 12 หลักแรก

ข้อมูลจาก: https://www.egov.go.th/th/content/817/78/