ไม่มีสินค้าในตะกร้า

วิกฤต “ชิปขาดตลาด” อาจกลับมาอีกครั้ง หากจีน บุก ไต้หวัน

Semiconductor Shortage

TSMC เจ้าพ่อวงการ Semiconductor ของโลก

ต้องยอมรับกันก่อนว่า ทุกวันนี้ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่เราใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ล้วนแล้วแต่ประกอบด้วย Semiconductor หรือ “ชิป” เป็นองค์ประกอบสำคัญของอุปกรณ์ เป็นเหมือนหัวใจสำคัญ หน่วยประมวลผลที่สามารถทำให้อุปกรณ์นั้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธภาพสูงสุด โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50% ของทั้งโลกนั้น คือ TSMC บริษัทสัญชาติไต้หวัน 

วิกฤต จีน กับ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

จากการที่นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา ได้มีการมาเยือนไต้หวัน นับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมรกาที่ได้มาเยือนไต้หวันในรอบหลายปี และสร้างความไม่พอใจต่อประเทศจีนอย่างมาก จนเกิดวิกฤตที่ทางประเทศจีน ประกาศอย่างชัดเจนถึงความไม่พอใจต่อเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากจีนบุกไต้หวันจริง อาจจะส่งผลร้ายในหลายๆด้าน โดยเฉพาะต่อวงการอุตส่าหกรรมสินค้าเทคโนโลยี ทั่วโลก เดิมทีนั้น วิกฤตชิปขาดตลาด ส่งผลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 จากการสงครามทางการค้า ระหว่าง จีน และ สหรัฐอเมริกา อีกทั้งเจอเรื่องปัญหาของ Covid-19 ทำให้การผลิตชิปนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาดโลก หากเกิดวิกฤต จีน และ ไต้หวัน ซ้ำอีกครั้ง น่าจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ส่วนแบ่งการตลาดผู้ผลิตทั่วโลก

จีนบุกเอง ก็อาจเจ็บเอง เสียหายกันทุกฝ่าย

ทางสหรัฐฯ พยายามโน้มน้าวให้ TSMC ย้ายฐานการผลิตออกจากไต้หวันมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน โดย TSMC พึ่งตั้งโรงงานในสหรัฐฯ ด้วยมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านเหรียญไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และกำลังจะตั้งอีกแห่งในญี่ปุ่น โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2567 ซึ่งแน่นอนว่าจีนคงไม่พอใจในเรื่องนี้

แต่หากจีนคิดจะหันหอกหาไต้หวัน ก็มีความเสี่ยงที่หอกนั้นจะย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองเช่นกัน เพราะถึงแม้จีนพยายามจะส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศเป็นลำดับตามกลยุทธ์ระยะยาวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ข้อเท็จจริงคือจีนยังตามหลังคู่แข่งอยู่อีกหลายปี ทำให้ต้องอาศัยการพึ่งพาเครื่องจักรและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และยุโรปอยู่ หากไม่มีชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ป้อนเข้าสู่ประเทศ เศรษฐกิจอาจพังครืนไม่เป็นท่าเอาง่าย ๆ

หลักฐานอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ให้เห็นว่าโรงงานผลิตชิปในไต้หวันมีความสำคัญต่อจีนมากแค่ไหน คือมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจล่าสุดของจีน ที่เริ่มแบนสินค้าหลายอย่างจากไต้หวัน เช่น สินค้าประเภทอาหาร ผลไม้ และสินค้าจากการประมง แต่กลับไม่แตะต้องธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เลย

นอกจากนี้ มาร์ก หลิว ประธานบริษัท TSMC ยังบอกกับสื่อต่างประเทศว่า จีนไม่สามารถใช้กำลังมาบังคับหรือข่มขู่ TSMC ให้ทำตามคำสั่ง (ผลิตชิป) ตามอำเภอใจได้ เพราะกระบวนการผลิตมีความซับซ้อนสูง ต้องมีการติดต่อกับโลกภายนอกแบบเรียลไทม์ ทั้งปัจจัยด้านวัสดุ สารเคมี ชิ้นส่วนอะไหล่ ซอฟต์แวร์ และการตรวจสอบชิป โดยเจ้าตัวหวังว่าสุดท้ายเหตุการณ์จะไม่ลุกลามไปจนถึงขั้นนั้น ก็จะเป็นการดีที่สุด

ไขปริศนา แถบตัวเลข/ตัวอักษร ใน Passport นั้น หมายถึงอะไรบ้าง?

Machine-readable passport

แถบตัวเลข/ตัวหนังสือ บน Passport

หากใครต้องการเดินทางไปต่างประเทศ คงหนีไม่พ้นการที่เราต้องไปทำหนังสือเดินทาง (Passport) เพื่อเป็นเหมือนใบผ่านทางให้เราสามารถออกนอกประเทศได้ แต่รู้หรือไม่ว่า แถบตัวเลขที่อยู่บน Passport นั้น มีความหมายว่าอย่างไร วันนี้ เราจะมาทำความรู้จัก Machine-readable passport หรือ พาสปอร์ตที่สามารถอ่านด้วยเครื่องได้ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

Machine-readable passport

ในหน้าหนังสือเดินทางที่แสดงข้อมูลของบุคคลนั้น เราจะสังเกตุเห็นได้ว่ามีชุด ตัวหนังสือ และตัวเลข อยู่ชุดนึงด้านล่าง ซึ่งในชุดตัวเลขและตัวหนังสือนี้ ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของหนังสือเดินทาง ซึ่งสามารถอ่านได้ด้วย เครื่องอ่าน Passport โดยในชุดตัวเลขนี่ สามารถแบ่งส่วนข้อมูลออกมาได้ ดังนี้ครับ

แถวบน
อักขระตัวที่ข้อมูลที่แสดงความยาว
1‘P’ หมายถึงหนังสือเดินทาง (Passport)1
2รหัสระบุประเภทหนังสือเดินทาง ถ้าไม่มีให้ระบุ ‘<‘ (วงเล็บแหลมชี้ซ้าย) เป็นสำคัญแสดงว่าว่างไว้1
3 – 5อักษรย่อประเทศหรือองค์กรผู้ออกตามที่ระบุในมาตรฐาน ISO 3166-13
6 – 44นามสกุล คั่นด้วย ‘<<‘ ตามด้วยชื่อ

ถ้ามีช่องว่างหรือขีดกลาง อาทิ Ong-art ใช้ ONG<ART

ถ้ามีฟันหนูหรืออัญประกาศเดี่ยว ให้ละเว้น

ถ้ารวมกันแล้วยาวเกิน 39 ตัวอักษรให้ตัดส่วนที่เกินออก

ถ้าสั้นกว่า ให้เติม ‘<‘ ต่อท้ายจนครบ 39 ตัวอักษร

39
แถวล่าง
อักขระตัวที่ข้อมูลที่แสดงความยาว
1 – 9เลขที่หนังสือเดินทางสูงสุดไม่เกิน 9 หลัก หากสั้นกว่าให้เติม ‘<‘ ต่อท้ายจนครบ 39 ตัวอักษร9
10รหัสตรวจสอบเลขที่หนังสือเดินทาง1
11 – 13อักษรย่อสัญชาติผู้ถือ ตามที่ระบุในมาตรฐาน ISO 3166-13
14 – 19วันเกิดของผู้ถือเอกสาร เขียนในรูปแบบ ปปดดวว (ใช้ปีคริสต์ศักราช)6
20รหัสตรวจสอบวันเกิด1
21อักษรย่อเพศผู้ถือเอกสาร (‘M’ = ชาย, ‘F’ – หญิง, ‘<‘ – ไม่ระบุหรือเพศอื่น)1
22 – 27วันเอกสารหมดอายุ เขียนในรูปแบบเดียวกับวันเกิด6
28รหัสตรวจสอบวันหมดอายุ1
29 – 42เลขรหัสอื่นใดตามที่ผู้ออกกำหนด ในประเทศไทยใช้เลขประจำตัวประชาชน

ถ้าไม่มีหรือมีไม่ครบ 14 หลัก ให้เติม ‘<‘ จนครบ

14
43รหัสตรวจสอบเลขรหัสตามที่ผู้ออกกำหนด1
44รหัสตรวจสอบรวม คำนวณจากอักขระตัวที่ 1 – 10, 14 – 20, 22 – 43 ต่อกัน1

โดยทาง The Compete Technology ก็มีเครื่องมือ ที่จะสามารถช่วยให้คุณสามารถอ่าน Passport หนังสือเดินทางได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว นั่งคือ Plustek รุ่น SecureScan X50 เป็น เครื่องสแกน Passport เครื่องอ่าน Passport ที่สามารถอ่านได้อย่างรวดเร็วภายใน 2 วินาที ตัวเครื่องมาพร้อมกับโปรแกรม Secure Scan ที่สามารถทำให้คุณอ่านข้อมูลได้ทันทีเพียงแค่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ช่วยลดระยะเวลาการทำงาน อีกทั้งลดความผิดพลาดจากการที่ต้องกรอกข้อมูลด้วยตนเอง 

SecureScan X50
SecureScan X50
securescan x50

EU เล็งบังคับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนใช้หัวชาร์จ USB Type-C ให้เหมือนกันทั้งหมด

EU เล็งบังคับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนใช้หัวชาร์จแบบ USB Type-C

ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนของทุกแบรนด์ โดยทาง สหภาพยุโรป (EU) ลงนามในข้อตกลงชั่วคราว ว่าด้วยการบังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ใช้สายชาร์จรูปแบบเดียวกันทั้งหมดกับทุกอุปกรณ์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อีก 2 ปีข้างหน้า

ภายใต้มาตรการใหม่ที่เพิ่งลงนามในวันอังคาร ที่จะมีผลบังคับใช้ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 2024 จะให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั้งหมดหันมาใช้หัวชาร์จแบบ USB-C เพียงแบบเดียวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาขนาดเล็กและขนาดกลาง ทั้งสมาร์ทโฟน แทบเล็ต แลปท้อป หูฟัง กล้องดิจิทัล เครื่องเล่นเกมพกพา คีย์บอร์ดและเมาส์ ลำโพงพกพา และจีพีเอส เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาความสับสนในกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอุปกรณ์ต่างแบรนด์อยู่ในมือแล้ว ยังเป็นหนทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนและลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ในสหภาพยุโรปได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำหน่ายใน 30 ประเทศในยุโรปเท่านั้น ขณะที่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายแห่ง เริ่มใช้ระบบสายชาร์จแบบ USB-C กับอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้ว

ด้านแอปเปิล (Apple) หนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ที่คัดค้านแนวคิดดังกล่าว ไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการผลักดันมาตรการดังกล่าวกับเอพีในช่วงที่มีการรายงาน แต่เมื่อปีก่อน แอปเปิล แสดงความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อการพัฒนานวตกรรมและสร้างความเดือดร้อนกับผู้บริโภค แม้ว่าไอโฟน ของแอปเปิล มีสายชาร์จที่ใช้งานกับหัวชาร์จแบบไลท์นิง (Lightning charging port) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตน ที่สามารถเสียบเข้ากับช่อง USB-C ได้แล้วก็ตาม

ซาลิบา เพิ่มเติมว่า สายชาร์จที่จำหน่ายพ่วงมากับอุปกรณ์ราว 1 ใน 3 ยังคงเก็บอยู่ในกล่องอุปกรณ์ที่ซื้อไปโดยไม่ได้นำมาใช้ และนอกจากการอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคแล้ว อียู ยังตั้งใจจะใช้นโยบายนี้เพื่อช่วยลดปริมาณขยะอิเลกทรอนิกส์ในยุโรปที่มีมากถึง 11,000 ตันต่อปีด้วย

โดยทาง The Compete Technology ก็มีผลิตภัณฑ์ ที่ใช้งานโดยเป็นการเชื่อมต่อผ่าน USB Type-C เช่นเดียวกัน นั่นคือ ACR39U-NF และ ACR39U-UF ซึ่งเป็นเครื่องอ่านบัตรประชาชน อ่านบัตรสมาร์ทการ์ด ที่มีประสิทธิภาพสูง รองรับมาตรฐานระดับสากล 

ACR39U-NF
ACR39U-UF

Google เตรียมเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะแบบใหม่ แปลภาษาได้ทันที

Google Glass

หลังจากที่เปิดตัว “Google Glass” ได้สิบปี บริษัท อัลฟาเบ็ท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล (Google) ได้ผลิตแว่นตาอัจฉริยะรูปแบบใหม่ ซึ่งทางบริษัทกล่าวว่า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สวมใส่ได้นี้สามารถแปลภาษาต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์เลยทีเดียว

โมเดลต้นแบบของอุปกรณ์ที่ยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการดังกล่าว ถูกนำเสนอต่อสาธารณะในงานประชุมนักพัฒนา Google I/O ประจำปี แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะออกวางจำหน่ายเมื่อไหร่

แว่นตาอัจฉริยะ Google Glass รุ่นแรกมีกล้องซึ่งสามารถบันทึกสิ่งที่ผู้สวมใส่มองเห็นได้ ทำให้เกิดความกังวลในเรื่องของความเป็นส่วนตัวอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ องค์ประกอบของกล้องยังทำให้ Google Glass มีรูปลักษณ์เหมือนนักวิทยาศาสตร์ในนวนิยายอีกด้วย

แต่แว่นตาอัจฉริยะรุ่นล่าสุดนี้ดูคล้ายกับแว่นตาทั่วไปมากขึ้น

ในงาน Google I/O 2022 นี้ได้มีการสาธิตความสามารถในการแปลภาษาของ Google Glass รุ่นใหม่ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า จะมีการติดตั้งกล้องด้วยหรือไม่

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการอธิบายว่า หากผู้ที่สวมใส่แว่นคุยกับคนที่พูดภาษาอื่น ก็จะสามารถมองเห็นคำพูดของคู่สนทนาในภาษาของตนเองได้ทันที และยังสามารถแปลภาษามือเป็นภาษาอังกฤษ จีนกลาง สเปน และอเมริกันได้อีกด้วย

แว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่นี้เป็นหนึ่งในหลายผลิตภัณฑ์ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา และถูกนำมาแสดงในงานนี้ โดยทางบริษัทกล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเชื่อมต่อการบริการของกูเกิลกับกิจกรรมที่ต่าง ๆ เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรวมไปการให้บริการในการค้นหาและดูแผนที่ และบริการอื่น ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ได้รับการพัฒนาล่าสุด

เอ็ดดี้ ชุง (Eddie Chung) ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่กูเกิล ได้พูดคุยกับนักพัฒนาเกี่ยวกับแว่นตารุ่นใหม่ว่า “ทางบริษัทพยายามพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถทลายกำแพงด้านภาษาได้ และต้องใช้เวลานานหลายปีในการศึกษาวิจัยข้อมูลในกูเกิลแปลภาษา เพื่อนำมาใส่ไว้ในแว่นตา” และเขาคิดว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จะช่วยให้มีซับไตเติ้ล หรือคำบรรยายภาษาให้แก่ชาวโลกได้

นอกจากนี้แล้ว กูเกิลยังได้ประกาศว่าจะเปิดตัวแทบเล็ตรุ่นใหม่ หรือคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กที่มีชื่อว่า Pixel Tablet ในปี 2023 และยังมี Pixel Watch เวอร์ชันใหม่ที่จะวางจำหน่ายในปลายปีนี้ ซึ่งการขายฮาร์ดแวร์เช่นอุปกรณ์เหล่านี้มากขึ้นช่วยให้กูเกิลสามารถขยายผลกำไรนอกเหนือจากธุรกิจที่เน้นการโฆษณาได้

นักวิจัยด้านเทคโนโลยี IDC ประเมินว่า ส่วนแบ่งทางการตลาดทั่วโลกในผลิตภัณฑ์โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของอัลฟาเบ็ทนั้นยังมีขนาดเล็กในอัตราส่วนไม่ถึง 1% และปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือครองของกูเกิลในซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือและซอฟต์แวร์อื่น ๆ เป็นสิ่งที่จำกัดความก้าวหน้าในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของทางบริษัท

นอกจากนี้ กูเกิลยังนำเสนอซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ เพื่อช่วยในการซื้อของ โดยการให้ผู้ใช้ถ่ายวิดีโอของสินค้าในร้านค้าแล้วใช้แอปในการค้นหาระบุรายการสินค้า หรือการใช้รูปถ่ายของผลิตภัณฑ์เพื่อค้นหาร้านค้าที่จำหน่ายในบริเวณใกล้เคียง

และในปลายปีนี้ Google Map จะเริ่มแสดงภาพแผนที่แบบใหม่สำหรับเมืองใหญ่ ๆ บางแห่ง โดยการผสมผสานการแสดงสภาพแวดล้อมแบบ street view และภาพถ่ายทางอากาศเข้าด้วยกัน

Google เพิ่มวิธีเก็บข้อมูลส่วนตัว ไม่ให้โผล่ในการค้นหาออนไลน์

การรักษาความปลอดภัยของ Google

Google Security

กูเกิล (Google) ได้เพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้เพื่อเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวให้ปลอดภัยจากการค้นหาข้อมูลทางออนไลน์ โดยจะให้ผู้ใช้สามารถร้องเรียนให้นำข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล์ และที่อยู่ ออกไปจากผลการค้นหาทางออนไลน์ได้

นโยบายใหม่นี้ยังอนุญาตให้นำเอาข้อมูลอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นอันตราย หรือเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในการขโมยเอกลักษณ์บุคคล (identify theft) เช่น ข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลลับที่ใช้ในการล็อกอิน

กูเกิล กล่าวในแถลงการณ์ว่า การเปิดกว้างในการเข้าถึงข้อมูลนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เช่นเดียวกับการให้อำนาจผู้คนในการปกป้องตัวเอง และรักษาข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนของพวกเขาให้เป็นความลับ

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังกล่าวด้วยว่า “ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางออนไลน์ต้องไปด้วยกัน และเมื่อเราใช้อินเตอร์เน็ต เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องสามารถควบคุมการค้นหา หรือการพบเจอข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของแต่ละคน”

ก่อนหน้านี้ กูเกิล เสิร์ช (Google Search) ได้อนุญาตให้ผู้ใช้ร้องเรียนให้มีการถอดถอนข้อมูลส่วนตัวที่จะเป็นภัยโดยตรงต่อพวกเขาออกไป ซึ่งรวมไปถึงการถอดถอนข้อมูลที่ผู้ประสงค์ร้ายนำออกไปเผยแพร่ และข้อมูลส่วนเช่น หมายเลขธนาคาร หมายเลขบัตรเครดิต ที่สามารถนำไปใช้ในการต้มตุ๋น หรือในการหลอกลวงทำธุรกรรมต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ได้ปรากฎในพื้นที่ออนไลน์ที่ไม่มีใครนึกถึงมาก่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ และถูกนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ จึงทำให้กูเกิลต้องปรับเปลี่ยนนโยบาย

นอกจากนี้ การที่มีข้อมูลสำหรับการติดต่อส่วนบุคคลอยู่บนโลกออนไลน์ให้ทุกคนได้เห็นนั้น ยังเป็นภัยได้อีกด้วย ซึ่งกูเกิลบอกว่าที่ผ่านมาบริษัทได้รับคำร้องเรียนให้นำเอาข้อมูลเหล่านั้นออกไปเช่นกัน

เมื่อได้รับคำร้องเรียนให้ลบข้อมูลออกไป กูเกิลกล่าวว่าบริษัทจะทำการศึกษาข้อมูลทั้งหมดในหน้าเว็บเพจที่ถูกร้องเรียนนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าในการนำเอาข้อมูลที่ได้รับการร้องเรียนออกไป จะไม่ไปจำกัดข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ หรือข้อมูลสาธารณะบนหน้าเว็บของรัฐบาลหรือของทางการ

อย่างไรก็ตาม กูเกิลย้ำว่า การนำข้อมูลออกไปจากกูเกิล เสิร์ช ไม่ใช่เป็นการลบข้อมูลนั้นออกไปจากอินเตอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง ซึ่งการจะทำแบบนั้น ผู้ใช้อาจจะต้องติดต่อเว็บโฮสติ้ง (web hosting) ที่เป็นผู้ให้บริการเซิฟเวอร์ของเว็บไซต์นั้น ๆ โดยเฉพาะ

วิวัฒนาการของพอร์ต USB จากอดีต ถึง ปัจจุบัน

history of usb

วิวัฒนาการของพอร์ต USB

วิวัฒนาการของพอร์ต USB นั้นเริ่มต้นมายาวนานและเริ่มเด่นชัดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1998 ซึ่งในสมัยนั้น เทคโนโลยีของ USB จะอยู่ในเวอร์ชัน 1.1 และใช้งานร่วมกับหัวพอร์ต USB ในรูปแบบ Type A และ Type B จากนั้นไม่นานก็ได้ถูกพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนกลายเป็น USB เวอร์ชัน 2.0 ยอดนิยมที่หลายๆ คนรู้จักกันดี และใช้กันมายาวนานตั้งช่วงปี ค.ศ. 2000 จนถึง 2008 แต่แล้วในที่สุดเทคโนโลยี USB ก็ไม่หยุดแค่นั้น และได้ก้าวข้ามไปอีกขั้น มาอยู่ในเวอร์ชันของ USB 3.0 ซึ่งแน่นอนว่าในการพัฒนาแต่ละเวอร์ชัน ก็ได้ปรับรูปแบบและประสิทธิภาพการใช้งานให้ดียิ่งขึ้นในหลายๆ ด้าน จนท้ายที่สุดก็กลายมาเป็น USB 3.1 เวอร์ชันล่าสุดในปัจจุบัน ที่ใช้งานร่วมกับหัวพอร์ตตัวใหม่อย่าง USB Type C นั่นเอง

ข้อดีของ USB 3.1 (มาตรฐานเทคโนโลยีล่าสุดของ Port USB) 

  • อัตราการถ่ายโอนข้อมูลความเร็ว สูงสุด 10 Gbps
  • จ่ายกระแสไฟได้สูงสุดถึง 20V,5A
  • รองรับเทคโนโลยี USB Power Delivery 2.0 รับส่งกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 100w
  • ทำให้ใช้งานได้ทั้งกับมือถือ/แล็ปท็อป/และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
  • รองรับการใช้งานพอร์ตประเภทต่างๆ ทั้งType A/B/C
  • มีการป้องกันสัญญาณรบกวน EMI และ RFI 

ข้อดีของ USB Type-C มีอะไรบ้าง ? 

USB Type-C เป็นรูปแบบพอร์ตตัวใหม่ล่าสุด ที่อยู่บนมาตรฐานของเทคโนโลยี USB เวอร์ชัน 3.1 ที่รวมความสามารถและรูปแบบการใช้งานของพอร์ต Type อื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังมีความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน เช่น

  • ขนาดเล็กพกพาสะดวกกว่า Type อื่นๆ
  • หัวพอร์ตสามารถสลับเสียบด้านใดก็ได้
  • รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เช่น
    • ใช้เสียบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ 
    • ใช้รับส่งข้อมูล
    • ใช้เป็นสายเสียบหูฟัง
    • ใช้เป็นพอร์ตส่งสัญญาณภาพและเสียง (HDMI)
  • ถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลได้รวดเร็ว ในอัตราสูงสุด 10 Gbps
  • ชาร์จพลังงานแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้น
  • ใช้งานร่วมกับพอร์ตรูปแบบเก่าอย่าง USB 2.0 ได้ (ใช้ตัวแปลง)

มาตรฐานการอ่านบัตร สมาร์ทการ์ด มีอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร?

มาตรฐานการอ่านบัตร

Smart Card Standards

ในปัจจุบัน มาตรฐานการอ่านบัตร สมาร์ทการ์ด มีอยู่หลายประเภท โดยแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันออกไป สิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจว่ามาตรฐานเหล่านี้ หมายถึงอะไรและมีความเกี่ยวข้องอย่างไร โดยในบทความนี้ เราจะพามาทำความรู้จักกับมาตรฐานต่างๆ ที่มีใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละชนิด มีความสำคัญอย่างไร

ISO 7816

ISO 7816 เป็นหนึ่งในมาตรฐานสมาร์ทการ์ดที่สำคัญที่สุด เป็นมาตรฐานหลักที่สนับสนุนสมาร์ทการ์ดจำนวนมากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 

ISO 7816 ประกอบด้วย 15 ส่วน โดยแต่ละส่วนจะกำหนดความสามารถระดับการ์ดที่แตกต่างกัน โดยเราจะไม่อธิบายทั้ง 15 ส่วนในบทความนี้ แต่ประเด็นสำคัญสองประการที่กำหนดโดยมาตรฐานคือ (1) ส่วนต่อประสานทางไฟฟ้ากับการ์ดผ่านหน้าสัมผัส และ (2) โปรโตคอลการสื่อสารระหว่างเครื่องอ่านสมาร์ทการ์ด (“Interface Device”) และสมาร์ทการ์ด

ISO 7816 เดิมเขียนขึ้นสำหรับการ์ดที่มีหน้าสัมผัสไฟฟ้าปรากฏบนพื้นผิวการ์ด (“Contact Card”) มาตรฐานนี้อธิบายสัญญาณและโปรโตคอลการส่งสัญญาณที่ส่วนต่อประสานทางไฟฟ้าสำหรับบัตรคอนแทค ข้อมูลนี้ถูกใช้โดยผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่ผลิตเครื่องอ่านการ์ดที่ต้องการทราบวิธีสื่อสารกับการ์ดที่ระดับ I/O ต่ำสุด 

โปรโตคอลการสื่อสารที่กำหนดโดย ISO 7816 ประกอบด้วยชุดคำสั่งที่สามารถใช้ควบคุมและจัดการสมาร์ทการ์ดและโครงสร้างของเพย์โหลดคำสั่ง/การตอบสนองที่แลกเปลี่ยนระหว่างเครื่องอ่านสมาร์ทการ์ดและสมาร์ทการ์ด Application Protocol Data Unit (APDU)

APDU มาในสองรูปแบบ คำสั่ง APDU และ APDU ตอบสนอง คำสั่ง APDU ถูกส่งจากเครื่องอ่านการ์ดไปยังการ์ด และประกอบด้วยรหัสคำสั่ง พารามิเตอร์ และข้อมูล APDU ตอบกลับจะส่งจากด้านหลังการ์ดไปยังเครื่องอ่านการ์ดและมีข้อมูลการตอบกลับและรหัสสถานะ

เครื่องอ่านบัตร ACR39U-NF อ่านบัตรแบบ Contact

ISO 14443

ISO 14443 กำหนดการทำงานของสมาร์ทการ์ดแบบไม่สัมผัส หรือ RFID Card ซึ่งหมายถึงการ์ดที่มีเสาอากาศความถี่วิทยุ (RF) ฝังอยู่ในนั้น มาตรฐานนี้อธิบายโปรโตคอลการสื่อสารไร้สายที่ใช้ที่ชั้นเชื่อมโยงระหว่างการ์ด และเครื่องอ่านการ์ดที่ทำงานที่ 13.56 MHz หรือ 125 KHz

ISO 14443 RFID Card ใช้พลังงานจากการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อการ์ดถูกนำเข้าสู่สนาม RF ที่สร้างโดยเครื่องอ่านการ์ด การ์ดที่ตรงตามข้อกำหนดมีระยะการทำงานสูงสุด 10 ซม. แต่ถูกจำกัดด้วยขนาดของเสาอากาศในการ์ดและกำลังสัญญาณของเครื่องอ่านการ์ดหรือเทอร์มินัล ดังนั้นในทางปฏิบัติ ระยะการทำงานมักจะอยู่ภายใน 1 ซม.

ACR1281U-C2 เครื่องอ่านบัตร RFID 13.56 MHz

NFC

NFC หมายถึง Near Field Communication เป็นชุดของโปรโตคอลการสื่อสารระยะใกล้แบบไร้สายที่ช่วยให้อุปกรณ์สองเครื่องสามารถสื่อสารกันและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ NFC รวมมาตรฐานต่างๆ รวมถึง ISO 14443

NFC กำหนดโหมดการสื่อสารสองแบบคือแบบแอ็คทีฟและแบบพาสซีฟ ในโหมดพาสซีฟ อุปกรณ์ที่ใช้พลังงาน เช่น เครื่องอ่านสมาร์ทการ์ดจะสร้างฟิลด์ RF ที่จ่ายพลังงานให้กับเป้าหมาย เช่น สมาร์ทการ์ด โหมดแอ็คทีฟช่วยให้อุปกรณ์ NFC สองเครื่องสามารถสื่อสารแบบเพียร์ทูเพียร์

NFC กำหนดโหมดการทำงานสามโหมดดังนี้:

  • Reader/Writer – ในโหมดนี้ อุปกรณ์ที่เปิดใช้งาน NFC สามารถทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์อินเทอร์เฟซฮาร์ดแวร์แบบเดิมที่สามารถอ่านและเขียนไปยังสมาร์ทการ์ด/แท็กแบบไม่ต้องสัมผัส (ISO 14443)
  • Card Emulation – ในโหมดนี้ อุปกรณ์ที่เปิดใช้งาน NFC เช่น สมาร์ทโฟน สามารถทำหน้าที่เป็นสมาร์ทการ์ดหรือแท็ก และกลายเป็นเป้าหมายสำหรับอุปกรณ์ที่เปิดใช้งาน NFC อื่น เช่น เครื่องชำระเงินด้วยบัตร เทคโนโลยีการชำระเงินผ่านมือถือเช่น Apple Pay ใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนที่ทำงานในโหมดนี้
  • Peer-to-Peer – ในโหมดเพียร์ทูเพียร์ อุปกรณ์ NFC สองเครื่องสามารถมีส่วนร่วมในการสื่อสารแบบสองทางเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในลักษณะที่กำหนดเอง
NFC Tags สติ๊กเกอร์ แบบต่างๆ ใช้งานได้สะดวก มีขนาดเล็ก

PC/SC

PC/SC เป็น API ข้ามแพลตฟอร์มโดยพฤตินัยสำหรับการรวมสมาร์ทการ์ดเข้ากับแอปพลิเคชันเดสก์ท็อป เดิมที Microsoft กำหนดไว้สำหรับ Windows ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และเรียกว่า WinSCard API มันถูกย้ายไปยัง Linux และ Mac โดยโครงการ PC/SC Lite

PC/SC API ช่วยให้แอปพลิเคชันค้นหาตัวอ่านสมาร์ทการ์ดที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์โฮสต์ จากนั้นจึงเชื่อมต่อและสื่อสารกับสมาร์ทการ์ดที่มีอยู่ในเครื่องอ่าน API ไม่ได้แยกแยะว่าการ์ดมีอยู่ในเครื่องอ่านอย่างไร ดังนั้นการ์ดอาจเป็นการ์ดผู้ติดต่อแบบเดิมที่เสียบเข้าไปในเครื่องอ่าน หรืออาจเป็นการ์ดแบบไร้สัมผัสที่แสดงต่อเครื่องอ่านการ์ดแบบไร้สัมผัส

จัดส่งเครื่อง ACR39U-U1 จำนวนกว่า 2,000 เครื่อง

จัดส่งเครื่องอ่านบัตรประชาน ACR39U-U1

จัดส่งเครื่องอ่านบัตรประชาชน ACS ACR39U-U1 ให้กับสถาบันทางการเงิน จำนวนกว่า 2,000 เครื่องค่ะ ขอขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่น และให้ความไว้วางใจ ในสินค้าและบริการ ของ The Compete Technology นะคะ

ตรุษจีน ยุคใหม่ : การเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย

Chinese New Year

ตรุษจีนในยุค E-Commerce

พฤติกรรมการซื้อของไหว้ในกลุ่มคนรุ่นเก่า จะให้ความสำคัญกับการประกอบอาหารสำหรับไหว้เจ้าด้วยตัวเอง ทั้งการเลือกซื้อวัตถุดิบ เครื่องเซ่นทั้งคาวหวาน ผลไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง ทุกอย่างต้องครบครันและเป็นไปตามธรรมเนียมประเพณี แต่กับคนรุ่นใหม่บางส่วนยังคงยึดเอาตามประเพณีเดิม แต่ก็มีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่จัดเตรียมของไหว้โดยเน้นที่ความสะดวกเป็นหลัก

ด้วยความที่สมัยนี้ ผู้คนเริ่มอยู่กันเป็นครอบครัวขนาดย่อย บวกกับที่พักอาศัยที่อาจไม่เหมาะสำหรับการทำอาหาร และข้อจำกัดด้านเวลา พฤติกรรมการซื้อของไหว้จึงมักซื้อของไหว้ที่จัดเป็นชุดไว้แบบสำเร็จ ไปที่เดียวแต่สามารถซื้อของได้แบบครบเซ็ต รวมถึงการสั่งซื้อออนไลน์แบบจัดส่งถึงบ้าน พฤติกรรมการซื้อของไหว้ที่เปลี่ยนไปยังทำให้เราเห็นห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าในตลาดที่พยายามปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภค ขายสินค้าสำหรับตรุษจีนหรือไหว้เจ้าแบบครบวงจร บางแห่งยังมีโปรโมชันลดแลกแจกแถมเพื่อดึงดูดลูกค้าอีกด้วย

ใช้เทคโนโลยีแจกอั่งเปาได้ไม่ต้องพึ่งซองแดง

ไฮไลท์ของเทศกาลตรุษจีนอย่างซองอั่งเปา ก็ได้รับผลจากการเข้ามาของเทคโนโลยีเช่นกัน แต่เดิมคนเถ้าคนแก่หรือผู้ใหญ่จะมอบซองแดงที่มีธนบัตรให้กับลูกหลานในวันตรุษจีน แต่ล่าสุด มีการสำรวจพบว่าวิธีการมอบอั่งเปาในประเทศจีนนั้นเปลี่ยนไป ชาวจีนกำลังนิยมการมอบอั่งเปาออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชันชื่อ ‘วีแชท’ ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่ฉีกขนบธรรมเนียมสำคัญของเทศกาลตรุษจีนไปมากเลยทีเดียวค่ะ

แม้ขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของเทศกาลตรุษจีนจะถูกปรับเปลี่ยนไปจากขนบธรรมเนียมเดิม แต่จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยเท่านั้น คนรุ่นใหม่ยังคงมีความตั้งใจที่จะรักษาประเพณีตรุษจีนเอาไว้ ยังคงยึดธรรมเนียมการไหว้เจ้าและการเคารพบรรพบุรุษกันอยู่ และอีกหลายๆ ครอบครัวที่แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่แต่ก็ยังคงเคร่งครัดในธรรมเนียมแบบเก่า จึงมั่นใจได้เลยว่าประเพณีนี้จะไม่หายไปตามกาลเวลา เพียงแต่มีความยืดหยุ่นขึ้นเท่านั้น

4 เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตาในปี 2022

4 Trends Technology 2022

4 เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตาในปี 2022

ในปี 2021 ได้มีนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นมากมาย และมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ มาดูกันว่าในปี 2022 จะมีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ในทุก ๆ ปีเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการมีนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้พบเห็นอยู่เสมอ จากสิ่งที่เคยคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ก็กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้จริง ในปี 2021 ที่กำลังจะหมดไป เราได้เห็นยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติหลายรูปแบบ โดยเฉพาะแท็กซี่บินได้ที่เริ่มนำมาทดสอบและใช้งานจริงมากขึ้น และแน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะยังคงพัฒนาต่อไป และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเรื่อย ๆ ลองมาดูกันว่าในปี 2022 ที่กำลังจะมาถึงนั้นมีเทคโนโลยีน่าสนใจอะไรบ้างที่จะมีบทบาทมากขึ้น

AI

ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เหมือนจะเป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันมากขึ้น แต่ AI ไม่ได้หยุดสร้างความประหลาดใจในแวดวงของเทคโนโลยี เพราะระบบปัญญาประดิษฐ์ยังคงมีบทบาทสำคัญและจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการนำ Generative AI มาช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยการเรียนรู้จากข้อมูล แล้วผลิตออกมาเป็นผลงานที่ไม่ซ้ำกับของเดิมที่มีอยู่ เช่น การเร่งวงจรการวิจัยหรือการนำมาประยุกต์ใช้กับวงการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

Cloud

ผลกระทบหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้องค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้มากขึ้น โดยเฉพาะการหันมาใช้เทคโนโลยีที่เอื้อต่อการทำงานจากทางไกล ให้พนักงานสามารถทำงานนอกออฟฟิศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเทคโนโลยี Cloud ที่มีอยู่มาปรับใช้ให้สามารถตอบสนองและเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อองค์กร พนักงาน และผู้บริโภค ด้วยการขยายขอบเขตการใช้งานให้กว้างขวางมากกว่าเดิม เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่าน Cloud ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

DATA

Data Fabric จะถูกนำมาใช้ในการจัดการข้อมูลที่อยู่ตามจุดต่าง ๆ ให้อยู่รวมกันเหมือนผืนผ้า ทำให้เกิดความสะดวกในการเรียกใช้งานข้อมูลมากขึ้น เพราะผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันทีไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม โดยมี Cybersecurity Mesh เป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ เพื่อลดความกังวลใจและป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล

Hyperautomation

เทคโนโลยี Hyperautomation เป็นการผสมผสานของ Machine Learning และ Automation Tool ที่จะมาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และสามารถเห็นผลลัพธ์ของการทำงานได้รวดเร็วขึ้น แม้ว่าเราจะเห็นการนำระบบอัตโนมัติมาทำงานบ้างแล้ว แต่ระบบอัตโนมัติแบบ Hyperautomation จะมีให้เห็นมากขึ้นในองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนการทำงานให้ทุกอย่างอยู่ในระบบดิจิทัล