ไม่มีสินค้าในตะกร้า

Cryptocurrency คืออะไร?

คืออะไร?

Cryptocurrency

Cryptocurrency คือ สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยการเข้ารหัส โดยคำว่า “Crypto” หมายถึง การเข้ารหัส ส่วนคำว่า “Currency” หมายถึง สกุลเงิน ทำให้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเงินดิจิทัลที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสกุลเงินในอนาคต ที่จะเข้ามามีบทบาทในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกัน

ความน่าสนใจอยู่ที่กลไกสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์คริปโต จะแปรผันตามราคากลางในตลาด ซึ่งในปัจจุบัน “Cryptocurrency” ยังไม่ถือเป็นเงินตราตามกฎหมาย เนื่องจากไม่มีหน่วยงานสากล หรือรัฐบาลใดเข้ามาควบคุมจัดการ ทำให้บางครั้งคริปโตก็ถูกเรียกว่า “สกุลเงินเสมือน” แบ่งออกเป็นสกุลเงินต่างๆ มากมาย หรือที่เรามักเรียกว่า “เหรียญ” เช่น เหรียญบิตคอยน์ เป็นต้น

ส่วนเงินตราที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย จะต้องถูกกำหนดโดยรัฐเท่านั้น เช่น ธนบัตร และเหรียญกษาปณ์สกุลเงินต่างๆ ของแต่ละประเทศที่เราใช้กันในปัจจุบัน

คำถามที่นักลงทุนมือใหม่อาจยังสงสัยคือ คริปโตสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินปกติได้หรือไม่? คำตอบคือ แลกเปลี่ยนได้ โดยจะต้องซื้อขายแลกเปลี่ยนผ่านหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หลักการทำงานของ "Cryptocurrency" เป็นอย่างไร?

การทำงานของเงินดิจิทัล Cryptocurrency สกุลต่างๆ จะถูกบันทึกในระบบที่เรียกว่า “Blockchain” (บล็อกเชน) ซึ่งจะช่วยบันทึกข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของเหรียญสกุลเงินใดบ้าง โดยระบบ Blockchain สามารถส่งสัญญาณแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้ทุกคนในเครือข่ายรับรู้ได้

ระบบ Blockchain ช่วยให้การชำระเงินออนไลน์ รวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ระหว่างบุคคล เป็นไปอย่างน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และรับรองความถูกต้องได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนกลางมีดำเนินการก็ได้

สกุลเงิน Cryptocurrency มีอะไรบ้าง?

สกุลเงินคริปโตที่รู้จักกันดีที่สุดคือ “Bitcoin” (บิตคอยน์) เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก จึงถือว่าเก่าแก่ที่สุด ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา Bitcoin เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำเนินธุรกรรมต่างๆ ระหว่างบุคคล สามารถตรวจสอบได้ จึงทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่หันมาสนใจลงทุนกับบิตคอยน์มากขึ้น

นอกจาก Bitcoin แล้ว จริงๆ แล้วยังมีคริปโตอีกหลายสกุลเงินที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะสกุลเงินที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ของประเทศไทย เช่น Ethereum, Litecoin, Bitcoin Cash, Ripple, Binance Coin, Cardano, Ripple (XRP) และ Dogecoin เป็นต้น

วิกฤต ชิปขาดตลาด (Chip Shortage) ที่สั่นคลอนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

Chip Shortage

วิกฤต ชิปขาดตลาด

วิกฤตการขาดแคลนของชิปเซ็ตในครั้งนี้ ถ้าจะเท้าความก็คงต้องบอกว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่ปัญหาสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสองขั้วอำนาจอย่างจีน และสหรัฐอเมริกา ในปี 2019 ลากยาวมาถึงวิกฤตการณ์ COVID-19 ปี 2020 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก และดูจะยังไม่จบง่าย ๆ ประกอบกับอุปสงค์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาระหว่างทางในหลายภาคอุตสาหกรรม รวมถึงปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติมาซ้ำเติมกำลังการผลิตให้น้อยลงไปอีก จนสมดุลระหว่างดีมานด์ และซัพพลายย่ำแย่ลงอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน
โดยนับตั้งแต่ที่ HUAWEI ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งแบนห้ามดีลธุรกิจกับบริษัทสัญชาติอเมริกัน รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ทั่วโลกที่ยังต้องพึ่งพาใช้งานสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ อยู่ในขั้นตอนกระบวนการผลิตต่าง ๆ แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเจ้าอื่น ๆ ก็เกิดอาการคึกคักขึ้นมามากพอสมควร โดยหลายเจ้าตัดสินใจสั่งชิปจาก TSMC และ Samsung เพิ่มในปริมาณที่มากกว่าเดิม เพื่อหวังจะมาช้อนส่วนแบ่งการตลาดของ HUAWEI ให้ได้ ซึ่งในส่วนนี้นักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่า อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตเฉกเช่นทุกวันนี้ได้ 
นอกจากนี้ อีกหนึ่งส่วนที่ทำให้ความต้องการในการใช้ชิปเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจาก สถานการณ์ COVID-19 ที่ระบาดทั่วโลก ทำให้ผู้คนต้อง Work from Home กันมากขึ้น ทำให้มีความต้องการในการใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้สินค้าที่ผลิตได้นั้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ชิปเซ็ตขาดแคลนไปทั่วโลกก็คือ การติดขัดของการผลิตที่เกิดขึ้นจากปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติพายุหิมะ หรือปัญหาภัยแล้งที่บางประเทศกำลังเผชิญหน้าอยู่นั่นเอง บริษัท TSMC ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบกับภัยแล้งเข้าอย่างจัง เนื่องจากโรงงานผลิตชิปของพวกเขาต้องใช้น้ำสะอาดในกระบวนการผลิตชิปเป็นจำนวนกว่า 1.56 แสนล้านตันต่อวัน ซึ่งพอมีปัญหาภัยแล้งนี้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ TSMC จะได้น้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอมาใช้ผลิตชิปเหมือนช่วงเวลาปกติ ส่งผลให้ TSMC จำเป็นต้องลดไลน์การผลิตลง เพื่อให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน 
ในส่วนของทางบริษัท The Compete Technology ซึ่งเป็นตัวแทนนำเข้า และจัดจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากการใช้เครื่องอ่านบัตรประชาชนในช่วงที่ไวรัส Covid-19 ระบาด ของหน่วยงานต่างๆ มีความต้องการสูงขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ทางโรงงานผู้ผลิตตัวเครื่องอ่านบัตร มีกำลังผลิตที่ลดน้อยลงเนื่องจากวิกฤตชิปขาดตลาดทั่วโลกในครั้งนี้ ส่งผลให้ สินค้าอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แต่เราพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะสรรหาสินค้าที่สามารถรองรับการใช้งานของลูกค้าให้ได้เพียงพอต่อความต้องการ และรักษาทั้งคุณภาพสินค้า รวมถึงราคาที่สมเหตุสมผล  

10 เทรนด์เทคโนโลยี ยุค New Normal

Knowledge

10 เทรนด์เทคโนโลยี ยุค New Normal

โลกการทำธุรกิจจะเปลี่ยนหน้าตาไปจากเดิม หลังวิกฤต ไวรัสโควิด-19 ผ่านพ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การอยู่รอดให้ได้ในวิกฤต แต่ชีวิตหลังวิกฤตนั้นผู้ประกอบการจะต้องทำยังไง นี่คือโจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่า แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ขอเพียงไม่ท้อ และคิดบวก ถ้าไม่เห็นโอกาสอะไรเลย อย่างน้อยก็เป็นโอกาสในการเรียนรู้ ที่สำคัญคือ Only the Paranoid Survive ผู้ที่ตื่นตัว ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาทจะอยู่รอดเสมอ

และนี่คือ 10 ปรากฏการณ์ที่จะมาเขย่าโลกธุรกิจเมืองไทยหลังวิกฤตโควิด-19 (Thailand after COVID-19 : 10 Phenomena) สัญญาณเตือนที่บอกให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว และเตรียมรับมือ เพื่อเปลี่ยนปรากฏการณ์ให้เป็นโอกาส และวางหมากธุรกิจให้พร้อมคว้าชัยในโลกอนาคตในเวลาที่วิกฤติ อย่างโควิด-19 ระบาดตอนนี้ มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าต้องปรับตัว และนี่คือ 10 เทรนด์เทคโนโลยี ที่กำลังตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่หลายคนต้องเจอ และนับเป็นโอกาสของธุรกิจต่างๆ ที่หากปรับตัวทัน ก็สามารถสร้างรายได้ให้เติบโต

1. ช็อปปิ้งออนไลน์ และหุ่นยนต์ส่งอาหาร

ปลายปี 2545 หรือ 18 ปีที่แล้ว ไวรัสซาร์สระบาด หลังจากนั้นเกิดแพลตฟอร์ม ศูนย์รวมธุรกิจแบบที่มีการสั่งซื้อของกันทางออนไลน์ ทั้งระหว่างบริษัทกับบริษัท (Business to Business) และบริษัทกับลูกค้า (Business to Consumer) ในจีน มาในยุดโควิด-19 การช็อปปิ้งออนไลน์ ที่เคยเป็นลักษณะที่รู้สึกว่าดีที่มีบริการนี้ ต่อไปก็กลายเป็นบริการที่รู้สึกว่าต้องมี อย่างเช่น ในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจีน ยังคงมีบริการเดลิเวอรี่ต่อเนื่องในปัจจุบัน และการเดลิเวอรี่ ไม่ใช่ให้คนไปส่งของ สำคัญกว่านั้นคือมีหุ่นยนต์ช่วยส่ง เพื่อป้องกันคนมาสัมผัสกัน จนเสี่ยงต่อการระบาดของโรค

2. การชำระเงินแบบดิจิทัล

เป็นที่ชัดเจนว่าธนบัตร เหรียญที่หมุนเวียนผ่านมือคนจำนวนมาก มีเชื้อโรคติดอยู่ การใช้การ์ด หรือเงินในระบบอิเล็กทรอนิกส์จ่ายก็ปลอดภัยที่สุด ในบางประเทศสามารถใช้ระบบนี้ได้เพราะเครือข่าย และอุปกรณ์สื่อสารพร้อม แต่ในโลกนี้ยังมีคนอีกกว่า 1,700 ล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงเงินแบบดิจิทัล ที่ต้องมีอินเตอร์เน็ต มือถือที่ดีเพียงพอในการใช้ระบบนี้ได้

3. การทำงานที่บ้าน

แน่นอนการทำงานที่บ้านจำเป็นต้องมีเทคโนโลยี อุปกรณ์ การเข้าถึงระบบเครือข่ายของออฟฟิศ การประชุม ที่ต้องรักษาความปลอดภัย และพื้นที่ส่วนตัว ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อจะเติบโตมากยิ่งขึ้นขณะเดียวกันหลายองค์กร เริ่มมองเห็นโอกาสในการจ้างพนักงานที่อยู่พื้นที่ไกลออกไปได้อย่างไรก็ตามพนักงานเองก็ต้องดูแลตัวเองในด้านความเหงา เพราะทำงานที่บ้าน อยู่คนเดียวนาน

4. การเรียนทางไกล

กลางเดือนเม.ย. มีการปิดโรงเรียน และมหาวิทยาลัยใน 191 ประเทศ กระทบนักเรียนกว่า 1,570 ล้านคน และจำนวนมากต้องเรียนจากที่บ้านเทคโนโลยีที่นำมาใช้สอน เช่น เสมือนจริงทั้งแบบ Virtual reality และ Augmented reality, ภาพ 3 มิติ และ ครูหุ่นยนต์ ที่ประมวลผลมาแล้วด้วย AI (Artificial Intelligence) ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ พ่อแม่ต้องอยู่บ้านดูแลลูกด้วย ก็อาจมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพ่อแม่เอง

5. การดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี

คนจะมีอุปกรณ์ติดตัว แบบสวมใส่ไว้กับตัว เพื่อคอยเกาะติด และประมวลผลสุขภาพ มีระบบแชตบอต พูดคุยปรึกษาปัญหาสุขภาพ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคุณภาพของ เครือข่ายสื่อสาร และความสามารถในการจ่ายเพื่อใช้บริการ

6. ความบันเทิงผ่านออนไลน์

แน่นอนว่าเราคงไปกรี๊ดชมคอนเสิร์ต ในที่คนหนาแน่นไม่ได้อีกนาน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน และนี่คือเวลาที่ธุรกิจความบันเทิงต้องปรับตัว ให้ส่งผ่านทางออนไลน์มากขึ้น อย่างที่เห็นตอนนี้ แม้แต่สถานที่ อย่างแกลเลอรี่ พิพิธภัณฑ์ ก็เปิดให้ชมได้ผ่านออนไลน์แล้ว

7. ซัพพลายเชน 4.0

หลายธุรกิจเจ๊งไป แต่หลายธุรกิจไปได้ดี โดยเฉพาะอาหาร ของใช้จำเป็น แต่สิ่งเหล่านี้ต้องการเทคโนโลยีมาจัดการ ตั้งแต่การใช้อินเตอร์เน็ตมาเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ การประมวลผลบิ๊กดาต้า เพื่อบริหารจัดการเครือข่ายการผลิต ส่งถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. ระบบการผลิตจาก 3D Printing

มนุษย์โลกต้องการอุปกรณ์ป้องกันโรคติดต่อมากขึ้น ออกจากบ้านต้องใส่หน้ากากอนามัย คนทำงานที่ต้องสัมผัสผู้คนจำนวนมาก ก็ต้องมีชุดป้องกันเต็มที่ แน่นอนว่าเทคโนโลยี 3D Printing การขึ้นรูปชิ้นงานได้หลากหลาย และปรับเปลี่ยนการผลิต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่จึงสำคัญ

9. โดรน และหุ่นยนต์

ช่วงโรคระบาด ถ้าไม่จำเป็นผู้คนไม่อยากเจอหรือสัมผัสกันมากนัก และ 2 สิ่งนี้มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่หุ่นยนต์ และโดรน เป็นตัวช่วยมนุษย์หลายหน้าที่ ตั้งแต่ช่วยส่งของ วัดไข้ ลดการสัมผัสระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ได้จำนวนมาก

10. สื่อสารเร็ว แรง เสถียรด้วย 5G

5G สำคัญ และทั่วโลกต้องลงทุนพัฒนา เพื่อให้เครือข่ายสื่อสารมีสปีดเร็ว และที่สำคัญในราคาที่คนส่วนใหญ่พอจะจ่ายได้ จากนี้จึงจะเห็นทั่วโลกเร่งลงทุน 5G ให้ครอบคลุมมากขึ้น

5 เทคโนโลยีช่วยเลี่ยงเชื้อโควิด

เทคโนโลยี กับ โควิด-19

ในวันที่สถานการณ์ไวรัส โควิด-19 กำลังระบาดอย่างรุนแรง เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกให้เราใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มาดูกันว่าเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบใดบ้างที่ช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ง่ายขึ้น

1.Smart Payment ชำระเงินรูปแบบใหม่ ไม่ง้อเงินสด

แถลงการณ์จากองค์การอนามัยโลก ประกาศเตือนว่าเชื้อไวรัส COVID-19 อาจจะติดอยู่บนหน้าธนบัตรได้หลายวัน เทคโนโลยี Smart Payment  ผ่าน  QR Code  ระบบชำระเงินรูปแบบใหม่ จึงสำคัญมากในสถานการณ์นี้ เพราะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการสัมผัส จับต้องเงินสด ป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งคนซื้อและคนขาย และยังมีระบบการแจ้งเตือนที่สามารถเช็คได้ทันทีว่าใช้ไปเท่าไหร่  และเหลือยอดเท่าไหร่ และยังช่วยในการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อีกทางนึงด้วย

2.เทคโนโลยี Online Delivery

การสั่งสินค้าและอาหาร ผ่านแอป Delivery ที่มีอยู่มากมายในตลาดขณะนี้ ไม่ต้องเสี่ยงไปเบียดเสียดผู้คน สะดวกรวดเร็ว หรือจะเลือกสั่งวัตถุดิบมาทำเองแบบสด ๆ  ใหม่ๆ ก็มีหลากหลายแอปพลิเคชั่นที่จัดส่งของจาก Super Market และร้านสะดวกซื้อให้ได้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้สามารถซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่เราใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องเดินทางออกนอกบ้าน

3.เทคโนโลยี e-Commerce

เลี่ยงอยู่ในคนหมู่มาก เลือกซื้อสินค้าได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไทย แบรนด์ต่างประเทศ ที่มีให้เลือกสรรมากมายบนโลกออนไลน์ ผ่าน Platform หลากหลาย หรือจะซื้อผ่านการไลฟ์สดบนเฟสบุ๊ค ของบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ก็สามารถซื้อสินค้าได้แบบไม่ต้องใช้เงินสด

4.เทคโนโลยี Digital Content & Entertainment

ในช่วงที่ทุกคนต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านเป็นหลัก หลายอีเวนท์ และ คอนเสิร์ต ต่างก็พากันยกเลิกกันเป็นแถว หรือโปรแกรมภาพยนตร์ก็เลื่อนฉาย และเพื่อผ่อนคลายความเครียด เราก็สามารถเปิดแอปพลิเคชั่นเพื่อความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ ซีรีส์  หรือ MV เพลงดัง และคอนเสิร์ตจากศิลปินมากมายก็มีพร้อม ไม่ต้องออกไปเจอผู้คนมากมาย

5. เทคโนโลยี Smart Learning

ในสถานการณ์ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างหลากหลายภาคส่วน ทำให้ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ เอกชน และภาคการศึกษา ได้มีการปรับรูปแบบ วิธีการทำงาน ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการติดต่อสื่อสาร เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะ และการอยู่ในสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนเป็นจำนวนมาก ในตอนนี้ก็มีหลากหลายแอปพลิเคชั่นที่สามารถดาวน์โหลดใช้งานฟรี เพื่อรองรับการเรียน และการทำงานผ่านทางออนไลน์ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี

เทคโนโลยี RFID

Radio Frequency Indentification

เทคโนโลยี RFID

RFID ย่อมาจากคำว่า Radio Frequency Indentification เป็นระบบที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980
เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการระบุสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยคลื่นวิทยุ สามารถอ่านค่าได้แม่นยำแม้ในสภาพทัศนวิสัยที่ไม่ดี ทนต่อความเปียกชื้น อ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง

ในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้งานในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ในบัตรชนิดต่างๆ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน, บัตรเข้าออกสำนักงาน หรือ อาคารที่พัก, บัตรจอดรถ, บัตร ATM เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้งานที่เราใช้งานเป็นประจำ เช่น การแตะเหรียญสีดำ ที่ใช้ในระบบ รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT หรือ การแตะบัตรเข้าออกหอพัก ซึ่งเหล่านี้คือระบบ RFID ทั้งนั้นครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ ระบบ RFID ได้เข้ามามีส่วนต่อการใช้ชีวิตประจำที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ระบบการทำงานของ RFID

ป้าย (Tag,Transponder)

เป็นตัวจัดเก็บและส่งข้อมูล ที่อยู่ในรูปแบบของ ฉลาก หรือ ป้าย โดยฉลากนี้จะทำ การบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุชิ้นนั้นเอาไว้ โดยเราอาจเรียก ทั่วๆไปว่า " Tag" (แท๊กส์) ซึ่งแท๊กส์ จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณ หรือ ข้อมูลที่บันทึกอยู่ในแท๊กส์ตอบสนองไปที่ตัวอ่านข้อมูล ยกตัวอย่าง Tag เช่น ป้ายที่ติดสินค้าเพื่อกันการขโมย หรือ ตั๋วรถไฟฟ้าใต้ดินที่เป็นเหรียญสีดำ เป็นต้น

เครื่องอ่านป้าย (Reader, Interrogator)

ทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อกับป้าย เพื่อทำการอ่าน หรือ เขียนข้อมูลลงในป้าย โดยใช้สัญญาณวิทยุ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องสแกนที่เห็น จะเห็นบ่อยๆเวลาก่อนจะเดินออกจากซุปเปอร์มาเก็ต ครับ

Hardware

ระบบที่ใช้ประมวลผล จะทำการประมวลผลข้อมูลที่มาจาก Tag หรือ สร้างข้อมูลเพื่อส่งไปยัง Tag ขึ้นอยู่กับระบบที่นำไปใช้งาน

บัตรประชาชน มีข้อมูลอะไรบ้าง?

ความหมายของเลขประจำตัวประชาชนทั้ง 13 หลัก

 

หลักที่ 1 หมายถึงประเภทบุคคลซึ่งมี 8 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 2 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 3 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 4 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 5 ได้แก่ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ
ประเภทที่ 6 ได้แก่ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว
ประเภทที่ 7 ได้แก่ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
ประเภทที่ 8 ได้แก่ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฏหมาย คือ ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว คนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย


หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนที่ท่านมีชื่อในทะเบียนบ้านในขณะให้เลข สำหรับเด็กเกิดใหม่จะหมายถึงถิ่นที่เกิดเลยทีเดียว โดยหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงจังหวัด หลักที่ 4 และ 5 หมายถึงอำเภอ หรือเทศบาล


หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก หรือหมายถึงเล่มที่ ของสูติบัตร แล้วแต่กรณี
หลักที่ 11 และ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท หรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตรแต่ละเล่ม แล้วแต่กรณี
หลักที่ 13 คือ ตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลข 12 หลักแรก

ข้อมูลจาก: https://www.egov.go.th/th/content/817/78/