ไม่มีสินค้าในตะกร้า

ชิปการ์ด คืออะไร?

ชิปการ์ด คืออะไร?

ชิปการ์ด (Chip Card) หรือที่หลายๆคนเรียกกันว่า สมาร์ทการ์ด (Smart Card) เป็นบัตรที่ฝังแผงวงจรขนาดเล็ก (Micro Chip) สำหรับเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ภายในชิปจะมีหน่วยความจำ และหน่วยประมวลผลซึ่งเปรียบเสมือคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว ที่ช่วยให้เราสามารถธุรกรรมทางการเงินได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โดย เทคโนโลยีนี้ เป็นไปตามมาตรฐาน EMV ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันในระดับโลก

ข้อดีของชิปการ์ด

ปลอดภัยมากขึ้น

ป้องกันการถูกโจรกรรมคัดลอกข้อมูลในบัตร (Skimming) และลดอัตราการปลอมแปลงบัตร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการจะทำธุรกรรมผ่านชิปการ์ด จำเป็นต้องใช้เครื่องที่มีเทคโนโลยีรองรับ อีกทั้งเครื่องอ่านบัตร ยังต้องสามารถเข้ารหัส และถอดรหัสบัตรจากชิปนั้นได้ด้วย ต่างจากระบบแถบแม่เหล็ก ที่ทำหน้าที่เพียงแค่อ่านและส่งข้อมูลบัตรทันที

รองรับนวัตกรรมการชำระเงินใหม่ๆ

เช่น การชำระเงินแบบไร้สัมผัส เพียงแค่นำบัตรไปแตะกับเครื่องชำระเงิน ก็สามารถทำธุรกรรมได้ทันที โดยไม่ต้องส่งมอบให้พนักงาน หรือ การชำระเงินผ่านเครื่องรูดบัตรมือถือ (mPOS)

ยกระดับการชำระแบบ e-Payment

นโยบายการชำระเงินแต่ละประเทศ ณ ปัจจุบัน กำลังพัฒนาให้เอื้อต่อการชำระเงินแบบอิเล็กซ์ทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมไม่พกเงินสด (Cashless Society) ซึ่งช่วยลดต้นทุนเรื่องการเก็บเอกสารต่างๆได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และของประเทศได้

สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ใช้มาตรฐาน EMV ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วโลกหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศษ และออสเตรเลีย เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงิน

The Compete Technology

เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องอ่านบัตรสมาร์ทการ์ด หลากหลายชนิด โดยครอบคลุมความต้องการของลูกค้า เพื่อรองรับการใช้งานของเทคโนโลยีที่ทันสมัย 

บัตรประชาชน มีข้อมูลอะไรบ้าง?

ความหมายของเลขประจำตัวประชาชนทั้ง 13 หลัก

 

หลักที่ 1 หมายถึงประเภทบุคคลซึ่งมี 8 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 2 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 3 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 4 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 5 ได้แก่ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ
ประเภทที่ 6 ได้แก่ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว
ประเภทที่ 7 ได้แก่ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
ประเภทที่ 8 ได้แก่ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฏหมาย คือ ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว คนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย


หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนที่ท่านมีชื่อในทะเบียนบ้านในขณะให้เลข สำหรับเด็กเกิดใหม่จะหมายถึงถิ่นที่เกิดเลยทีเดียว โดยหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงจังหวัด หลักที่ 4 และ 5 หมายถึงอำเภอ หรือเทศบาล


หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก หรือหมายถึงเล่มที่ ของสูติบัตร แล้วแต่กรณี
หลักที่ 11 และ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท หรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตรแต่ละเล่ม แล้วแต่กรณี
หลักที่ 13 คือ ตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลข 12 หลักแรก

ข้อมูลจาก: https://www.egov.go.th/th/content/817/78/