ไม่มีสินค้าในตะกร้า

วิกฤต “ชิปขาดตลาด” อาจกลับมาอีกครั้ง หากจีน บุก ไต้หวัน

Semiconductor Shortage

TSMC เจ้าพ่อวงการ Semiconductor ของโลก

ต้องยอมรับกันก่อนว่า ทุกวันนี้ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่เราใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ล้วนแล้วแต่ประกอบด้วย Semiconductor หรือ “ชิป” เป็นองค์ประกอบสำคัญของอุปกรณ์ เป็นเหมือนหัวใจสำคัญ หน่วยประมวลผลที่สามารถทำให้อุปกรณ์นั้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธภาพสูงสุด โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50% ของทั้งโลกนั้น คือ TSMC บริษัทสัญชาติไต้หวัน 

วิกฤต จีน กับ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

จากการที่นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา ได้มีการมาเยือนไต้หวัน นับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมรกาที่ได้มาเยือนไต้หวันในรอบหลายปี และสร้างความไม่พอใจต่อประเทศจีนอย่างมาก จนเกิดวิกฤตที่ทางประเทศจีน ประกาศอย่างชัดเจนถึงความไม่พอใจต่อเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากจีนบุกไต้หวันจริง อาจจะส่งผลร้ายในหลายๆด้าน โดยเฉพาะต่อวงการอุตส่าหกรรมสินค้าเทคโนโลยี ทั่วโลก เดิมทีนั้น วิกฤตชิปขาดตลาด ส่งผลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 จากการสงครามทางการค้า ระหว่าง จีน และ สหรัฐอเมริกา อีกทั้งเจอเรื่องปัญหาของ Covid-19 ทำให้การผลิตชิปนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาดโลก หากเกิดวิกฤต จีน และ ไต้หวัน ซ้ำอีกครั้ง น่าจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ส่วนแบ่งการตลาดผู้ผลิตทั่วโลก

จีนบุกเอง ก็อาจเจ็บเอง เสียหายกันทุกฝ่าย

ทางสหรัฐฯ พยายามโน้มน้าวให้ TSMC ย้ายฐานการผลิตออกจากไต้หวันมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน โดย TSMC พึ่งตั้งโรงงานในสหรัฐฯ ด้วยมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านเหรียญไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และกำลังจะตั้งอีกแห่งในญี่ปุ่น โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2567 ซึ่งแน่นอนว่าจีนคงไม่พอใจในเรื่องนี้

แต่หากจีนคิดจะหันหอกหาไต้หวัน ก็มีความเสี่ยงที่หอกนั้นจะย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองเช่นกัน เพราะถึงแม้จีนพยายามจะส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศเป็นลำดับตามกลยุทธ์ระยะยาวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ข้อเท็จจริงคือจีนยังตามหลังคู่แข่งอยู่อีกหลายปี ทำให้ต้องอาศัยการพึ่งพาเครื่องจักรและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และยุโรปอยู่ หากไม่มีชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ป้อนเข้าสู่ประเทศ เศรษฐกิจอาจพังครืนไม่เป็นท่าเอาง่าย ๆ

หลักฐานอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ให้เห็นว่าโรงงานผลิตชิปในไต้หวันมีความสำคัญต่อจีนมากแค่ไหน คือมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจล่าสุดของจีน ที่เริ่มแบนสินค้าหลายอย่างจากไต้หวัน เช่น สินค้าประเภทอาหาร ผลไม้ และสินค้าจากการประมง แต่กลับไม่แตะต้องธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เลย

นอกจากนี้ มาร์ก หลิว ประธานบริษัท TSMC ยังบอกกับสื่อต่างประเทศว่า จีนไม่สามารถใช้กำลังมาบังคับหรือข่มขู่ TSMC ให้ทำตามคำสั่ง (ผลิตชิป) ตามอำเภอใจได้ เพราะกระบวนการผลิตมีความซับซ้อนสูง ต้องมีการติดต่อกับโลกภายนอกแบบเรียลไทม์ ทั้งปัจจัยด้านวัสดุ สารเคมี ชิ้นส่วนอะไหล่ ซอฟต์แวร์ และการตรวจสอบชิป โดยเจ้าตัวหวังว่าสุดท้ายเหตุการณ์จะไม่ลุกลามไปจนถึงขั้นนั้น ก็จะเป็นการดีที่สุด

วิกฤต ชิปขาดตลาด (Chip Shortage) ที่สั่นคลอนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

Chip Shortage

วิกฤต ชิปขาดตลาด

วิกฤตการขาดแคลนของชิปเซ็ตในครั้งนี้ ถ้าจะเท้าความก็คงต้องบอกว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่ปัญหาสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสองขั้วอำนาจอย่างจีน และสหรัฐอเมริกา ในปี 2019 ลากยาวมาถึงวิกฤตการณ์ COVID-19 ปี 2020 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก และดูจะยังไม่จบง่าย ๆ ประกอบกับอุปสงค์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาระหว่างทางในหลายภาคอุตสาหกรรม รวมถึงปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติมาซ้ำเติมกำลังการผลิตให้น้อยลงไปอีก จนสมดุลระหว่างดีมานด์ และซัพพลายย่ำแย่ลงอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน
โดยนับตั้งแต่ที่ HUAWEI ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งแบนห้ามดีลธุรกิจกับบริษัทสัญชาติอเมริกัน รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ทั่วโลกที่ยังต้องพึ่งพาใช้งานสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ อยู่ในขั้นตอนกระบวนการผลิตต่าง ๆ แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเจ้าอื่น ๆ ก็เกิดอาการคึกคักขึ้นมามากพอสมควร โดยหลายเจ้าตัดสินใจสั่งชิปจาก TSMC และ Samsung เพิ่มในปริมาณที่มากกว่าเดิม เพื่อหวังจะมาช้อนส่วนแบ่งการตลาดของ HUAWEI ให้ได้ ซึ่งในส่วนนี้นักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่า อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตเฉกเช่นทุกวันนี้ได้ 
นอกจากนี้ อีกหนึ่งส่วนที่ทำให้ความต้องการในการใช้ชิปเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจาก สถานการณ์ COVID-19 ที่ระบาดทั่วโลก ทำให้ผู้คนต้อง Work from Home กันมากขึ้น ทำให้มีความต้องการในการใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้สินค้าที่ผลิตได้นั้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ชิปเซ็ตขาดแคลนไปทั่วโลกก็คือ การติดขัดของการผลิตที่เกิดขึ้นจากปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติพายุหิมะ หรือปัญหาภัยแล้งที่บางประเทศกำลังเผชิญหน้าอยู่นั่นเอง บริษัท TSMC ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบกับภัยแล้งเข้าอย่างจัง เนื่องจากโรงงานผลิตชิปของพวกเขาต้องใช้น้ำสะอาดในกระบวนการผลิตชิปเป็นจำนวนกว่า 1.56 แสนล้านตันต่อวัน ซึ่งพอมีปัญหาภัยแล้งนี้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ TSMC จะได้น้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอมาใช้ผลิตชิปเหมือนช่วงเวลาปกติ ส่งผลให้ TSMC จำเป็นต้องลดไลน์การผลิตลง เพื่อให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน 
ในส่วนของทางบริษัท The Compete Technology ซึ่งเป็นตัวแทนนำเข้า และจัดจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากการใช้เครื่องอ่านบัตรประชาชนในช่วงที่ไวรัส Covid-19 ระบาด ของหน่วยงานต่างๆ มีความต้องการสูงขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ทางโรงงานผู้ผลิตตัวเครื่องอ่านบัตร มีกำลังผลิตที่ลดน้อยลงเนื่องจากวิกฤตชิปขาดตลาดทั่วโลกในครั้งนี้ ส่งผลให้ สินค้าอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แต่เราพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะสรรหาสินค้าที่สามารถรองรับการใช้งานของลูกค้าให้ได้เพียงพอต่อความต้องการ และรักษาทั้งคุณภาพสินค้า รวมถึงราคาที่สมเหตุสมผล