ไม่มีสินค้าในตะกร้า

เทคโนโลยี Bluetooth คืออะไร?

what is bluetooth?

Bluetooth คืออะไร?

BLUETOOTH คือ ระบบสื่อสารของอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคแบบสองทาง ด้วยคลื่นวิทยุระยะสั้น (Short-Range Radio Links) โดยปราศจากการใช้สายเคเบิ้ล หรือ สายสัญญาณเชื่อมต่อ และไม่จำเป็นจะต้องใช้การเดินทางแบบเส้นตรงเหมือนกับอินฟราเรด ซึ่งถือว่าเพิ่มความสะดวกมากกว่าการเชื่อมต่อแบบอินฟราเรด ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างโทรศัพท์มือถือ กับอุปกรณ์ ในโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นก่อนๆ และในการวิจัย ไม่ได้มุ่งเฉพาะการส่งข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ยังศึกษาถึงการส่งข้อมูลที่เป็นเสียง เพื่อใช้สำหรับ Headset บนโทรศัพท์มือถือด้วย

Bluetooth ทำงานอย่างไร?

Bluetooth จะใช้สัญญาณวิทยุความถี่สูง 2.4 GHz. (กิ๊กกะเฮิร์ซ) แต่จะแยกย่อยออกไป ตามแต่ละประเทศ อย่างในแถบยุโรปและอเมริกา จะใช้ช่วง 2.400 ถึง 2.4835 GHz. แบ่งออกเป็น 79 ช่องสัญญาณ และจะใช้ช่องสัญญาณที่แบ่งนี้ เพื่อส่งข้อมูลสลับช่องไปมา 1,600 ครั้งต่อ 1 วินาที ส่วนที่ญี่ปุ่นจะใช้ความถี่ 2.402 ถึง 2.480 GHz. แบ่งออกเป็น 23 ช่อง ระยะทำการของ Bluetooth จะอยู่ที่ 5-10 เมตร โดยมีระบบป้องกันโดยใช้การป้อนรหัสก่อนการเชื่อมต่อ และ ป้องกันการดักสัญญาณระหว่างสื่อสาร โดยระบบจะสลับช่องสัญญาณไปมา จะมีความสามารถในการเลือกเปลี่ยนความถี่ที่ใช้ในการติดต่อเองอัตโนมัติ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียงตามหมายเลขช่อง ทำให้การดักฟังหรือลักลอบขโมยข้อมูลทำได้ยากขึ้น

โดยหลักของบลูทูธจะถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากใช้การขนส่งข้อมูลในจำนวนที่ไม่มาก อย่างเช่น ไฟล์ภาพ, เสียง, แอพพลิเคชั่นต่างๆ และสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ขอให้อยู่ในระยะที่กำหนดไว้เท่านั้น (ประมาณ 5-10 เมตร) นอกจากนี้ยังใช้พลังงานต่ำ กินไฟน้อย และสามารถใช้งานได้นาน โดยไม่ต้องนำไปชาร์จไฟบ่อยๆ ด้วย

เทคโนโลยี Bluetooth กับการอ่านบัตร

ทาง The Compete Technology ได้มีการจัดจำหน่ายเครื่องอ่านบัตร ที่ได้นำเทคโนโลยี Bluetooth เข้ามาใช้งาน เพื่อความสะดวกสบายในการอ่านบัตรแบบไร้สาย โดย ณ ตอนนี้ จะมี 2 รุ่นด้วยกันนั่นคือ ACR3901U-S1 สำหรับอ่านบัตรแบบ Contact เชื่อมต่อได้ทั้งผ่าน USB และระบบ Bluetooth แบบไร้สาย พร้อมชุดพัฒนาโปรแกรมแบบ EVK สามารถนำมาใช้งานเพื่อพัฒนาโปรแกรมต่อได้ทันที 

ACR3901U-S1

อีกรุ่นคือ ACR1255U-J1 เป็นเครื่องอ่านบัตร Mifare คลื่นความถี่ 13.56 MHz เชื่อมต่อได้ทั้งผ่าน USB และ Bluetooth รองรับการอ่าน Tag NFC ทุกชนิด

ACR1255U-J1

Cryptocurrency คืออะไร?

คืออะไร?

Cryptocurrency

Cryptocurrency คือ สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยการเข้ารหัส โดยคำว่า “Crypto” หมายถึง การเข้ารหัส ส่วนคำว่า “Currency” หมายถึง สกุลเงิน ทำให้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเงินดิจิทัลที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสกุลเงินในอนาคต ที่จะเข้ามามีบทบาทในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกัน

ความน่าสนใจอยู่ที่กลไกสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์คริปโต จะแปรผันตามราคากลางในตลาด ซึ่งในปัจจุบัน “Cryptocurrency” ยังไม่ถือเป็นเงินตราตามกฎหมาย เนื่องจากไม่มีหน่วยงานสากล หรือรัฐบาลใดเข้ามาควบคุมจัดการ ทำให้บางครั้งคริปโตก็ถูกเรียกว่า “สกุลเงินเสมือน” แบ่งออกเป็นสกุลเงินต่างๆ มากมาย หรือที่เรามักเรียกว่า “เหรียญ” เช่น เหรียญบิตคอยน์ เป็นต้น

ส่วนเงินตราที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมาย จะต้องถูกกำหนดโดยรัฐเท่านั้น เช่น ธนบัตร และเหรียญกษาปณ์สกุลเงินต่างๆ ของแต่ละประเทศที่เราใช้กันในปัจจุบัน

คำถามที่นักลงทุนมือใหม่อาจยังสงสัยคือ คริปโตสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินปกติได้หรือไม่? คำตอบคือ แลกเปลี่ยนได้ โดยจะต้องซื้อขายแลกเปลี่ยนผ่านหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หลักการทำงานของ "Cryptocurrency" เป็นอย่างไร?

การทำงานของเงินดิจิทัล Cryptocurrency สกุลต่างๆ จะถูกบันทึกในระบบที่เรียกว่า “Blockchain” (บล็อกเชน) ซึ่งจะช่วยบันทึกข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของเหรียญสกุลเงินใดบ้าง โดยระบบ Blockchain สามารถส่งสัญญาณแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้ทุกคนในเครือข่ายรับรู้ได้

ระบบ Blockchain ช่วยให้การชำระเงินออนไลน์ รวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ระหว่างบุคคล เป็นไปอย่างน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และรับรองความถูกต้องได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนกลางมีดำเนินการก็ได้

สกุลเงิน Cryptocurrency มีอะไรบ้าง?

สกุลเงินคริปโตที่รู้จักกันดีที่สุดคือ “Bitcoin” (บิตคอยน์) เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก จึงถือว่าเก่าแก่ที่สุด ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา Bitcoin เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำเนินธุรกรรมต่างๆ ระหว่างบุคคล สามารถตรวจสอบได้ จึงทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่หันมาสนใจลงทุนกับบิตคอยน์มากขึ้น

นอกจาก Bitcoin แล้ว จริงๆ แล้วยังมีคริปโตอีกหลายสกุลเงินที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะสกุลเงินที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ของประเทศไทย เช่น Ethereum, Litecoin, Bitcoin Cash, Ripple, Binance Coin, Cardano, Ripple (XRP) และ Dogecoin เป็นต้น

5G คืออะไร? สำคัญอย่างไร

KNOWLEDGE

5G คืออะไร?

ช่วงนี้ใครหลายๆคนอาจได้ยินคำว่า 5G กันมาบ้าง แล้ว 5G คืออะไร? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน 5G คือ Generation ใหม่ของเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายที่จะมาแทนที่ระบบ 4G ที่เรากำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมันจะไม่จำกัดแค่มือถือเท่านั้น แต่รวมถึงอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมอินเตอร์เน็ตได้ (Internet of Things หรือ IoT)

ก่อนจะไปถึง 5G ลองมาไล่เลียงเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายในแต่ละยุคกัน

เริ่มจากในยุคแรก 1G เราพูดคุยกันด้วยเสียงผ่านมือถือระบบอนาล็อก ต่อมาเราเริ่มส่งข้อความ MMS หากันในยุค 2G จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เมื่อเข้าสู่ยุค 3G เราสามารถเชื่อมต่อและเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้ด้วยความเร็วที่สูงขึ้น (อยู่ระหว่าง 220 Kbps ถึง 42.2 Mbps) จนเข้ามาถึงยุค 4G เราสามารถดูภาพ และเสียงหรือหนังออนไลน์ได้เนื่องจากมีความเร็วหลากหลายระดับให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น 4G LTE (100 Mbps), LTE Advanced (1 Gbps) ตอนนี้คุณพร้อมหรือยัง? ที่จะก้าวเข้าสู่ยุค 5G

5G เหนือกว่า 4G อย่างไร?

ตอบสนองไวขึ้น

สามารถสั่งงาน และควบคุมสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หรือเรียกว่าแทบจะทันที เนื่องจากมีความหน่วงที่ต่ำ ตอบสนองได้ไวถึง 1 ส่วนพันวินาที

รองรับการ รับ-ส่ง ข้อมูลได้มากกว่า

ถ้าเป็น 4G จะสามารถ รับ-ส่ง ข้อมูลได้ราว 7.2 Exabytes ต่อเดือน แต่สำหรับ 5G จะเพิ่มขึ้นราว 7 เท่า หรือ 50 Exabytes ต่อเดือน

เร็วแรงกว่าเดิม

5G มีความเร็วมากกว่า 4G ถึง 20 เท่า ซึ่งเร็วมากพอที่จะดูวิดีโอ 8K ออนไลน์แบบ 3 มิติ หรือดาวน์โหลดภาพยนตร์ 3 มิติ ได้ในภาย 6 วินาที

ความถี่ให้เลือกใช้มากกว่า

5G จะสามารถใช้งานคลื่นความถี่ได้จนถึง 30GHz ซึ่งเป็นความถี่ย่านใหม่ที่ไม่เคยมีการใช้งานมาก่อน

รองรับการใช้งานที่มากกว่า

รองรับจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากที่สามารถรับคนได้ราว 1 แสนคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. กลายเป็น 1 ล้านคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม.

ประโยชน์ของ 5G

สำหรับคุณสมบัติหลักเด่นชัดของ 5G ที่เห็นได้ชัดเลยคงเป็นเรื่องของคุณภาพการรับชมวีดีโอ หรือการเล่นเกมส์ออนไลน์ ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสกับคุณภาพความคมชัด และความรวดเร็วเทียบเท่ากับการใช้งานผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) หรือการที่สามารถทำงานและเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่อยู่บน Cloud ไม่ว่าจะรูปแบบภาพ หรือวิดีโอ ได้แบบทันทีที่ต้องการ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความเร็วในการดาวน์โหลดและอัพโหลดที่สูงกว่าเทคโนโลยี 4G อีกด้วย

10 เทรนด์เทคโนโลยี ยุค New Normal

Knowledge

10 เทรนด์เทคโนโลยี ยุค New Normal

โลกการทำธุรกิจจะเปลี่ยนหน้าตาไปจากเดิม หลังวิกฤต ไวรัสโควิด-19 ผ่านพ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การอยู่รอดให้ได้ในวิกฤต แต่ชีวิตหลังวิกฤตนั้นผู้ประกอบการจะต้องทำยังไง นี่คือโจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่า แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ขอเพียงไม่ท้อ และคิดบวก ถ้าไม่เห็นโอกาสอะไรเลย อย่างน้อยก็เป็นโอกาสในการเรียนรู้ ที่สำคัญคือ Only the Paranoid Survive ผู้ที่ตื่นตัว ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาทจะอยู่รอดเสมอ

และนี่คือ 10 ปรากฏการณ์ที่จะมาเขย่าโลกธุรกิจเมืองไทยหลังวิกฤตโควิด-19 (Thailand after COVID-19 : 10 Phenomena) สัญญาณเตือนที่บอกให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว และเตรียมรับมือ เพื่อเปลี่ยนปรากฏการณ์ให้เป็นโอกาส และวางหมากธุรกิจให้พร้อมคว้าชัยในโลกอนาคตในเวลาที่วิกฤติ อย่างโควิด-19 ระบาดตอนนี้ มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าต้องปรับตัว และนี่คือ 10 เทรนด์เทคโนโลยี ที่กำลังตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่หลายคนต้องเจอ และนับเป็นโอกาสของธุรกิจต่างๆ ที่หากปรับตัวทัน ก็สามารถสร้างรายได้ให้เติบโต

1. ช็อปปิ้งออนไลน์ และหุ่นยนต์ส่งอาหาร

ปลายปี 2545 หรือ 18 ปีที่แล้ว ไวรัสซาร์สระบาด หลังจากนั้นเกิดแพลตฟอร์ม ศูนย์รวมธุรกิจแบบที่มีการสั่งซื้อของกันทางออนไลน์ ทั้งระหว่างบริษัทกับบริษัท (Business to Business) และบริษัทกับลูกค้า (Business to Consumer) ในจีน มาในยุดโควิด-19 การช็อปปิ้งออนไลน์ ที่เคยเป็นลักษณะที่รู้สึกว่าดีที่มีบริการนี้ ต่อไปก็กลายเป็นบริการที่รู้สึกว่าต้องมี อย่างเช่น ในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจีน ยังคงมีบริการเดลิเวอรี่ต่อเนื่องในปัจจุบัน และการเดลิเวอรี่ ไม่ใช่ให้คนไปส่งของ สำคัญกว่านั้นคือมีหุ่นยนต์ช่วยส่ง เพื่อป้องกันคนมาสัมผัสกัน จนเสี่ยงต่อการระบาดของโรค

2. การชำระเงินแบบดิจิทัล

เป็นที่ชัดเจนว่าธนบัตร เหรียญที่หมุนเวียนผ่านมือคนจำนวนมาก มีเชื้อโรคติดอยู่ การใช้การ์ด หรือเงินในระบบอิเล็กทรอนิกส์จ่ายก็ปลอดภัยที่สุด ในบางประเทศสามารถใช้ระบบนี้ได้เพราะเครือข่าย และอุปกรณ์สื่อสารพร้อม แต่ในโลกนี้ยังมีคนอีกกว่า 1,700 ล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงเงินแบบดิจิทัล ที่ต้องมีอินเตอร์เน็ต มือถือที่ดีเพียงพอในการใช้ระบบนี้ได้

3. การทำงานที่บ้าน

แน่นอนการทำงานที่บ้านจำเป็นต้องมีเทคโนโลยี อุปกรณ์ การเข้าถึงระบบเครือข่ายของออฟฟิศ การประชุม ที่ต้องรักษาความปลอดภัย และพื้นที่ส่วนตัว ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อจะเติบโตมากยิ่งขึ้นขณะเดียวกันหลายองค์กร เริ่มมองเห็นโอกาสในการจ้างพนักงานที่อยู่พื้นที่ไกลออกไปได้อย่างไรก็ตามพนักงานเองก็ต้องดูแลตัวเองในด้านความเหงา เพราะทำงานที่บ้าน อยู่คนเดียวนาน

4. การเรียนทางไกล

กลางเดือนเม.ย. มีการปิดโรงเรียน และมหาวิทยาลัยใน 191 ประเทศ กระทบนักเรียนกว่า 1,570 ล้านคน และจำนวนมากต้องเรียนจากที่บ้านเทคโนโลยีที่นำมาใช้สอน เช่น เสมือนจริงทั้งแบบ Virtual reality และ Augmented reality, ภาพ 3 มิติ และ ครูหุ่นยนต์ ที่ประมวลผลมาแล้วด้วย AI (Artificial Intelligence) ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ พ่อแม่ต้องอยู่บ้านดูแลลูกด้วย ก็อาจมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพ่อแม่เอง

5. การดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี

คนจะมีอุปกรณ์ติดตัว แบบสวมใส่ไว้กับตัว เพื่อคอยเกาะติด และประมวลผลสุขภาพ มีระบบแชตบอต พูดคุยปรึกษาปัญหาสุขภาพ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคุณภาพของ เครือข่ายสื่อสาร และความสามารถในการจ่ายเพื่อใช้บริการ

6. ความบันเทิงผ่านออนไลน์

แน่นอนว่าเราคงไปกรี๊ดชมคอนเสิร์ต ในที่คนหนาแน่นไม่ได้อีกนาน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน และนี่คือเวลาที่ธุรกิจความบันเทิงต้องปรับตัว ให้ส่งผ่านทางออนไลน์มากขึ้น อย่างที่เห็นตอนนี้ แม้แต่สถานที่ อย่างแกลเลอรี่ พิพิธภัณฑ์ ก็เปิดให้ชมได้ผ่านออนไลน์แล้ว

7. ซัพพลายเชน 4.0

หลายธุรกิจเจ๊งไป แต่หลายธุรกิจไปได้ดี โดยเฉพาะอาหาร ของใช้จำเป็น แต่สิ่งเหล่านี้ต้องการเทคโนโลยีมาจัดการ ตั้งแต่การใช้อินเตอร์เน็ตมาเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ การประมวลผลบิ๊กดาต้า เพื่อบริหารจัดการเครือข่ายการผลิต ส่งถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. ระบบการผลิตจาก 3D Printing

มนุษย์โลกต้องการอุปกรณ์ป้องกันโรคติดต่อมากขึ้น ออกจากบ้านต้องใส่หน้ากากอนามัย คนทำงานที่ต้องสัมผัสผู้คนจำนวนมาก ก็ต้องมีชุดป้องกันเต็มที่ แน่นอนว่าเทคโนโลยี 3D Printing การขึ้นรูปชิ้นงานได้หลากหลาย และปรับเปลี่ยนการผลิต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่จึงสำคัญ

9. โดรน และหุ่นยนต์

ช่วงโรคระบาด ถ้าไม่จำเป็นผู้คนไม่อยากเจอหรือสัมผัสกันมากนัก และ 2 สิ่งนี้มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่หุ่นยนต์ และโดรน เป็นตัวช่วยมนุษย์หลายหน้าที่ ตั้งแต่ช่วยส่งของ วัดไข้ ลดการสัมผัสระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ได้จำนวนมาก

10. สื่อสารเร็ว แรง เสถียรด้วย 5G

5G สำคัญ และทั่วโลกต้องลงทุนพัฒนา เพื่อให้เครือข่ายสื่อสารมีสปีดเร็ว และที่สำคัญในราคาที่คนส่วนใหญ่พอจะจ่ายได้ จากนี้จึงจะเห็นทั่วโลกเร่งลงทุน 5G ให้ครอบคลุมมากขึ้น

บัตรประชาชน มีข้อมูลอะไรบ้าง?

ความหมายของเลขประจำตัวประชาชนทั้ง 13 หลัก

 

หลักที่ 1 หมายถึงประเภทบุคคลซึ่งมี 8 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 2 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 3 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 4 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก (1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 5 ได้แก่ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ
ประเภทที่ 6 ได้แก่ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว
ประเภทที่ 7 ได้แก่ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
ประเภทที่ 8 ได้แก่ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฏหมาย คือ ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว คนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย


หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนที่ท่านมีชื่อในทะเบียนบ้านในขณะให้เลข สำหรับเด็กเกิดใหม่จะหมายถึงถิ่นที่เกิดเลยทีเดียว โดยหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงจังหวัด หลักที่ 4 และ 5 หมายถึงอำเภอ หรือเทศบาล


หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก หรือหมายถึงเล่มที่ ของสูติบัตร แล้วแต่กรณี
หลักที่ 11 และ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท หรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตรแต่ละเล่ม แล้วแต่กรณี
หลักที่ 13 คือ ตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลข 12 หลักแรก

ข้อมูลจาก: https://www.egov.go.th/th/content/817/78/